ภิกษุล่วงปาราชิกเพียงข้อใดข้อหนึ่งแล้ว ย่อมไม่สามารถอยู่กับภิกษุทั้งหลายเหมือนก่อนได้อีก เป็นปาราชิกหาสังวาสมิได้ แม้จะอุปสมบทอีก ก็ไม่เป็นภิกษุโดยชอบด้วยพระวินัยตลอดชาติ อาบัติในสิกขาบทนี้ จึงเป็น อเตกิจฉา คือแก้ไขไม่ได้ เป็น อนวเสสา คือหาส่วนเหลือมิได้ เป็น มูลเฉท คือตัดรากเหง้า ภิกษุจะล่วงมิได้เลยเด็ดขาด
ภิกษุใด ถึงพร้อมซึ่งสิกขาและสาชีพของภิกษุทั้งหลาย แล้วไม่บอกคืนสิกขา ไม่ทําความเป็นผู้ทุรพลให้แจ้ง เสพเมถุนธรรม โดยที่สุดแม้ในสัตว์ดิรัจฉานตัวเมีย เป็น ปาราชิก หาสังวาสมิได้
มีบุตรชาวบ้านกลันทะผู้หนึ่ง ชื่อสุทินน์ เป็นบุตรเศรษฐี ขออนุญาตมารดาบิดา เพื่อออกบวชเป็นบรรพชิตถึงสามครั้ง แต่มารดาบิดาก็ไม่อนุญาต เขาจึงไม่ยอมบริโภคอาหารเลย พวกสหายจึงกล่าวกับมารดาบิดาของเขาว่า ถ้าไม่อนุญาตให้สุทินน์ออกบวชเป็นบรรพชิต เขาก็จะต้องตาย แต่ถ้าอนุญาตให้สุทินน์ออกบวชก็ยังจะได้เห็นเขาอยู่ แม้เมื่อใดที่สุทินน์ไม่ยินดีในการเป็นบรรพชิตแล้ว เขาก็จะกลับมา ขอมารดาบิดาจงอนุญาตให้สุทินน์ออกบวชเถิด เมื่อมารดาบิดาได้ฟังดังนั้น จึงยินยอมให้สุทินน์ออกบวช
พระสุทินน์อุปสมบทแล้วไม่นาน ในเช้าวันหนึ่งท่านเที่ยวบิณฑบาตไปตามลําดับตรอกในกลันทคาม ใกล้จะถึงเรือนบิดาของตน ก็พอดีทาสีของญาติตนกําลังจะเทขนมสดที่ค้างคืนทิ้ง พระสุทินน์จึงได้กล่าวให้นางเกลี่ยขนมสดลงในบาตรของท่าน ในขณะที่นางกําลังเกลี่ยขนมสดที่ค้างคืนลงในบาตรอยู่นั้น นางจําเค้ามือ เท้า และเสียงของพระสุทินน์ได้ จึงรีบไปเรียนเรื่องนั้นแก่มารดาของพระสุทินน์
เมื่อมารดาบิดาทราบเรื่องแล้วจึงหาอุบายเพื่อจะทําให้พระสุทินน์ลาสึกเสีย แต่ถึงอย่างไรพระสุทินท์ก็ไม่ลาสิกขา มารดาของพระสุทินน์จึงได้กล่าวขอร้องว่า ขอให้ท่านให้ลูกหลานเป็นพืชพันธุ์ของตระกูลไว้บ้าง เพื่อพวกเจ้าลิจฉวีจะได้ไม่ริบทรัพย์สมบัติในตระกูลที่ไม่มีบุตรผู้สืบสกุลไปเสีย ท่านพระสุทินน์จึงตกลงใจและทําการแห่งคนคู่ให้ในขณะที่ภรรยาเก่ามีระดู ต่อมา ความรําคาญความเดือดร้อนได้เกิดแก่พระสุทินน์ ภิกษุทั้งหลายจึงกล่าวติเตียน จนทราบถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์จึงทรงรับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์เพื่อบัญญัติสิกขาบท
ภิกษุนั้น เมื่อเบื่อหน่ายในการประพฤติพรหมจรรย์แล้ว สามารถบอกลาสิกขาจากความเป็นภิกษุได้ แต่เธอไม่ได้บอกลาสิกขา ยังคงถือเพศเป็นภิกษุอยู่ และเสพเมถุนธรรม คือ การของคนคู่ เธอต้องปาราชิก เป็นผู้พ่ายจากหมู่ ไม่มีสังวาส คือไม่สามารถอยู่ร่วมกับภิกษุทั้ง หลายได้อีก ขาดอํานาจอันชอบธรรมในการที่จะถือเอาประโยชน์แห่งความเป็นภิกษุ เช่น ขาดจากสิกขาอันมีเสมอกับภิกษุ ขาดจากความปกครอง ไม่ได้เข้าอุโบสถ ปวารณา และสังฆกรรมกับสงฆ์อีกต่อไป เมถุนธรรมนี้ โดยที่สุดแม้ในดิรัจฉานตัวเมีย
กิริยาที่เสพในทวารเบาก็ดี ในทวารหนักก็ดี ในปากก็ดี ของมนุษย์ผู้เป็นหญิงก็ตาม เป็นชายก็ตาม เป็นพันทาง (สองเพศ) ก็ตาม หรือของสัตว์จําพวกอมนุษย์ ซึ่งจะเป็นยักษ์ เป็นเปรต หรือเป็นสัตว์ดิรัจฉาน ที่เป็นตัวเมียก็ตาม เป็นตัวผู้ก็ตาม เป็นพันทางก็ตาม นี้ชื่อว่า เสพเมถุน
ภิกษุเสพเมถุนในทวารเช่นนั้น อย่างใดอย่างหนึ่ง แม้ไม่สําเร็จกิจแต่หากองค์กําเนิด ได้เข้าไปสักเล็กน้อย เพียงชั่วเมล็ดงาหนึ่ง และองค์กําเนิดก็ดี ทวารก็ดี จะมีอะไรสวม มีอะไรพัน มีอะไรลาด หรือไม่มีก็ตาม กับมนุษย์ กับอมนุษย์ หรือกับสัตว์ดิรัจฉาน ที่ยังเป็นอยู่ก็ตาม ตายแล้วก็ตาม แต่ซากยังบริบูรณ์ หรือแหว่งวิ่นไปบ้าง แต่ยังเป็นวัตถุจะให้สําเร็จกิจในทางนี้ ก็ต้องปาราชิก หรือแม้ภิกษุให้ต่อมหรือปมที่งอกขึ้นในองค์กําเนิดแห่งตน แต่มีกายประสาทยังไม่ตาย ยังรู้สัมผัสอยู่ แม้ทวารนั้น มีหนังและเนื้อเป็นต้นเปิดไปหมดแล้ว สักว่าสัณฐานแห่งนิมิตยังปรากฏดังนี้ ครั้นจิตคิดว่า จะเสพมีอยู่ ก็เป็นปาราชิก และภิกษุให้ขน ต่อม หรือปมอัน เกิดในองค์กําเนิดตน แต่กายประสาทฉิบหายแล้ว ไม่รู้สัมผัส ให้เข้าไปในทวารมรรคดังกล่าวแล้วนั้น ก็เป็นทุกกฏ
ถ้าภิกษุถูกข่มขืนแต่ยินดีในขณะที่องค์กําเนิดเข้าไปก็ดี เข้าไปถึงที่แล้วก็ดี หยุดอยู่ก็ดี ถอนออกก็ดี แม้ขณะใดขณะหนึ่ง ต้องปาราชิกเหมือนกัน ภิกษุยอมให้บุรุษอื่นเสพเมถุนในทวารหนักของตนก็ดี ถูกข่มขืนหรือถูกลักหลับ และตื่นรู้ตัวขึ้น แต่ยินดีก็ดี ต้องปาราชิกเหมือนกัน ภิกษุผู้มีหลังอ่อนปรารถนาจะเสพเมถุน ก้มลงอมองค์กําเนิดของตนเองก็ดี ภิกษุมีองค์กําเนิดยาวสอดเข้าไปในทวารหนักของตนก็ดี ย่อมต้องปาราชิกเหมือนกัน ภิกษุสั่งให้ผู้อื่นพยายามทําเช่นนั้นแก่ตน ก็ย่อมเป็นปาราชิกเหมือนกัน
ทวารที่เป็นวัตถุของปาราชิกนั้น ถ้าเป็นของมนุษย์หรือของสัตว์ที่ตายแล้วแหว่งเว้าไปมาก ไม่ให้สําเร็จกิจเต็มที่ เป็นถุลลัจจัย อวัยวะนอกนี้ก็ดี วัตถุอันไม่มีวิญญาณเช่นตุ๊กตาก็ดี เป็นวัตถุแห่งทุกกฏ ในวินีตวัตถุ (เรื่องสําหรับเทียบเคียงในการตัดสินอาบัติ) แสดงว่า ภิกษุมุ่ง จะเสพเมถุนธรรม และพยายามที่อวัยวะนอกจากทวารของมาตุคาม ต้องสังฆาทิเสส
บางเรื่องก็เห็นชัดว่าเป็นสังฆาทิเสสเพราะกายสังสัคคะ (เจตนาสัมผัสกายกับมาตุคาม) หรือเพราะสัญเจตนิกา (เจตนาทําน้ําอสุจิของตนให้เคลื่อน) แต่อาบัติอนุโลมแห่งปาราชิกนั้น มีเฉพาะถุลลัจจัยและทุกกฏ ในคัมภีร์วิภังค์วินิจฉัยว่าเป็นสังฆาทิเสส ที่เป็นเช่นนั้น เป็นทางให้สันนิษฐานว่า ถ้ามีสิกขาบทอื่นจะปรับอาบัติได้สูงกว่านั้น ให้ยกเอาสิกขาบทนั้นมาปรับ เช่น ภิกษุพยายามในอวัยวะของหญิงอันไม่ใช่ทวาร ถ้าจะปรับอาบัติอนุโลมตามปาราชิก จะปรับได้อย่างสูงเพียงถุลลัจจัย แต่กิริยาที่ทํานั้น เป็นกายสังสัคคะบ้าง เป็นสัญเจตนิกาบ้าง ถ้าเอาสิกขาบททั้งสองนี้ห้าม อาจจะปรับได้ถึงสังฆาทิเสส วินิจฉัยนี้ชอบแก่เหตุ ควรถือเป็นอุทาหรณ์ในสิกขาบทอื่น
อาบัติในสิกขาบทนี้เป็นสจิตตกะ เพราะเหตุนั้น ภิกษุผู้ไม่รู้ตัวถูกลักหลับ ภิกษุผู้ถูกข่มขืนแต่ไม่ยินดี ไม่เป็นอาบัติ และภิกษุอีก ๔ ประเภท ไม่เป็นอาบัติ คือ
๑. ภิกษุเป็นบ้าคลั่งจนถึงไม่มีสัมปชัญญะ
๒. ภิกษุมีจิตฟุ้งซ่านจนไม่รู้สึกตัว
๓. ภิกษุกระสับกระส่ายเพราะทุกขเวทนากล้าครอบงําจนไม่มีสติ
๔. ภิกษุก่อเหตุให้ทรงบัญญัติสิกขาบทขึ้น (อาทิกัมมิกะ)
ภิกษุใน ๒ ประเภทแรกนั้น หากเห็นเพลิงกับทอง หรือเห็นคูถกับแก่นจันทน์ เสมอกันเป็นประมาณจึงจะไม่เป็นอาบัติ ส่วนภิกษุอาทิกัมมิกะนั้น เป็นต้นเหตุแห่งบัญญัติสิกขาบทใด ไม่เป็นอาบัติในสิกขาบทนั้น ต่อนี้ไปจักไม่กล่าวถึงภิกษุ ๔ ประเภทนี้อีก พึงเข้าใจว่าได้รับยกเว้นทุกสิกขาบท จักกล่าวเฉพาะที่ได้รับยกเว้นเป็นพิเศษ
พระวินัยปิฎกแบ่งแยกเนื้อหาออกเป็น ๓ ส่วน ดังนี้
๑. ส่วนที่เป็นสิกขาบท (คัมภีร์วิภังค์) เป็นคัมภีร์ที่แสดงบทบัญญัติสิกขาบทต่างๆ และแสดงเหตุแห่งการบัญญัติข้อห้ามต่างๆนั้น พร้อมทั้งโทษของการล่วงละเมิด
๒. ส่วนที่เป็นข้อวัตรปฏิบัติและแบบแผนธรรมเนียม (คัมภีร์ขันธกะ) เป็นคัมภีร์ที่แสดงแบบแผนธรรมเนียมและความประพฤติที่เป็นมารยาทต่างๆ ของภิกษุสามเณร บัญญัติเหล่านี้ถือเป็นสิกขาบทนอกพระปาฏิโมกข์ คือเพิ่มขึ้นนอกไปจากสิกขาบทในพระปาฏิโมกข์ ๒๒๗ ข้อของภิกษุ และ ๓๑๑ ข้อของภิกษุณี
๓. ส่วนสรุปสิกขาบทและอภิสมาจาร (คัมภีร์ปริวาร) เป็นคัมภีร์ที่วิเคราะห์ปัญหา หรือข้อสงสัยในการวินิจฉัยการล่วงละเมิดสิกขาบทและมารยาทต่างๆ ที่ต้องปฏิบัติ
ภิกษุใด ถือเอาทรัพย์อันเจ้าของไม่ได้ให้ เป็นส่วนแห่งโจรกรรม จากบ้านก็ดี จากป่าก็ดี พระราชาทั้งหลายจับโจรได้ แล้วฆ่าเสียบ้าง จําขังไว้บ้าง เนรเทศเสียบ้าง ด้วยปรับโทษว่า เจ้าเป็นโจร เจ้าเป็นคนพาล เจ้าเป็นคนหลง เจ้าเป็นขโมย ดังนี้ ใน เพราะถือเอาทรัพย์อันเจ้าของไม่ได้ให้เห็นปานใด ภิกษุถือเอาทรัพย์อันเจ้าของไม่ได้ให้ เห็นปานนั้น แม้ภิกษุนี้ ก็เป็นปาราชิก หาสังวาสมิได้
สมัยหนึ่ง คนหาบหญ้า คนหาฟื้น ได้รื้อกุฎีของท่านพระธนิยะ กุมภการบุตร ซึ่งมุง บังด้วยหญ้าและไม้ไป ครั้นเมื่อท่านสร้างใหม่ก็ถูกรื้อเอาไปทั้งสามครั้ง แม้กุฎีดินล้วนที่ท่าน ทําไว้ พระผู้มีพระภาคเจ้าก็รับสั่งให้ทําลายเสีย ท่านจึงไปนําไม้มาจากเจ้าพนักงานรักษาไม้ของ พระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามคธราชมาสร้างกุฎีแทน
ครั้นความทราบถึงพระเจ้าพิมพิสาร จึงรับสั่งให้ไปนําตัวเจ้าพนักงานรักษาไม้มา ท่านพระธนิยะเห็นเจ้าพนักงานรักษาไม้ถูกเจ้าหน้าที่จองจํานําไป จึงเดินทางไปด้วย ครั้นถึง แล้ว ท่านจึงให้เหตุผลแก่พระราชามคธถึงเหตุที่นําไม้ไป โดยอ้างว่าในครั้งพระองค์เสด็จเถลิง ถวัลย์ราชย์ใหม่ๆ ได้ทรงเปล่งพระวาจาว่า หญ้า ไม้ และน้ําของพระองค์ ถวายแล้วแก่สมณะ และพราหมณ์ทั้งหลาย
พระเจ้าพิมพิสารจึงตรัสตําหนิท่านพระธนิยะว่า แกล้งสําคัญผิดเพื่อจะนําไปซึ่งไม้ ที่เขาไม่ได้ให้ ครั้นประชาชนและภิกษุทั้งหลายทราบเรื่องจึงเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาในเหตุ ที่พระธนิยะกระทําลง จนเป็นเหตุให้พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ เพื่อบัญญัติ สิกขาบทขึ้น
ทรัพย์ที่กล่าวไว้ในคัมภีร์วิภังค์นั้นแบ่งไว้เป็น ๒ ประเภท คือ
๑. ทรัพย์ที่เป็นสังหาริมะ คือของเคลื่อนที่ได้ ได้แก่ สิ่งที่มีวิญญาณครอง (สวิญญาณกะ) เป็นต้นว่า ปศุสัตว์ เช่น แพะ แกะ สุกร และสัตว์พาหนะ เช่น ช้าง ม้า โค กระบือ ส่วนสิ่งที่ไม่มีวิญญาณครอง (อวิญญาณกะ) เป็นของไม่ติดอยู่กับที่ เช่น เงินทอง ผ้านุ่งห่ม เครื่องใช้สอย เป็นต้น
๒. ทรัพย์ที่เป็นอสังหาริมะ คือของเคลื่อนที่ไม่ได้ ได้แก่ ที่ดิน และรวมทั้งของที่ ติดเนื่องอยู่กับที่นั้นด้วย เช่น ต้นไม้ เรือน เป็นต้น
ทรัพย์ใดอันคนอื่นเข้าถือเอา คือถือกรรมสิทธิ์ ถือเป็นของตน แม้ไม่ใช่ของบุคคล แต่มีผู้เฝ้ารักษา เช่นเป็นของสาธารณะแก่หมู่ชนทั่วไป มีของสงฆ์เป็นตัวอย่าง หรือเป็นของ กลางสําหรับสถานที่นั้นๆ เช่นสิ่งของสําหรับเจดีย์เป็นตัวอย่าง อันเจ้าของก็ดี อันเจ้าหน้าที่ก็ดี ไม่ได้ให้แล้ว ไม่ได้สละให้เป็นสิทธิ์แล้ว ทรัพย์นั้นชื่อว่า มีเจ้าของไม่ได้ให้ กล่าวคือทรัพย์นั้น อยู่ในการรักษาของเจ้าของ เช่น เงินทองถูกทอดทิ้งไว้ในที่อื่นก็ดี ต้นไม้ถูกตัดลงแล้วแต่ยังไม่ได้ เข็นออกจากป่าก็ดี
การถือเอาทรัพย์ที่เป็นสังหาริมะ กําหนดว่าถึงที่สุดเมื่อทําให้เคลื่อนจากฐาน ส่วนการ ถือเอาทรัพย์เป็นอสังหาริมะ กําหนดว่าถึงที่สุดเมื่อขาดกรรมสิทธิ์แห่งเจ้าของ มีนัยดังต่อไปนี้
๑. ทรัพย์เป็นสังหาริมะที่ตั้งอยู่ โดยมีฐานต่างๆ กัน ฝังอยู่ในแผ่นดินก็มี ตั้งอยู่บน พื้นก็มี อยู่ในน้ําก็มี แขวนอยู่ในอากาศก็มี วางอยู่บนของอื่น เช่นบนเตียงหรือบนราวก็มี อยู่ใน ของเคลื่อนที่ได้อีกต่อหนึ่ง เช่นในเรือหรือในยานก็มี โดยฐานต่างๆ กันนั้นกําหนดด้วยผิวหน้า ของสิ่งของนั้นตั้งทับอยู่ เช่น หีบ กําหนดฐานเท่ากับหีบ โต๊ะ ๓ ขา เรียกว่ามีฐาน ๓ เก้าอี้ ๔ ขา เรียกว่ามีฐาน ๔ ภิกษุมีไถยจิตถือเอาทรัพย์นั้น พอทําของให้พ้นจากฐานทั้งสิ้น ก็ต้องอาบัติ ถึงที่สุด ถ้าเป็นของตั้งอยู่ในสิ่งที่จะเคลื่อนได้อีกต่อหนึ่ง เช่นในเรือ เคลื่อนเอาไปทั้งของที่รองอยู่ ก็ปรับอาบัติเช่นกัน เพื่อจําง่าย ควรเรียกว่า ลัก
๒. ทรัพย์อันกําลังคนนําไป มีอวัยวะของคนเป็นฐาน จึงกําหนดจากอาการ เช่นทูน ศีรษะ แบกบนบ่า กระเดียดที่สะเอว นิ้วหรือถือที่มือ ภิกษุมีไถยจิตชิงเอาทรัพย์นั้น พอพ้นจาก อวัยวะอันเป็นฐาน ก็ต้องอาบัติ เพื่อจําง่าย ควรเรียกว่า ชิงหรือวิ่งราว ภิกษุถือเอาของแห่งคน อื่นไป มีไถยจิต แล้วปลงของลงจากฐาน เช่นทูนศีรษะแล้วเอาลงที่น่าเป็นต้น เช่นนี้ต้องอาบัติ ถึงที่สุด แต่ถ้าถือของเมื่อยล้า เขาอาจจะเปลี่ยนฐานเปลี่ยนมือ หรือวางพักลงด้วยใจสุจริต เช่น นี้ไม่เป็นอาบัติ
๓. ปศุสัตว์ก็ดีสัตว์พาหนะก็ดีมีเท้าของสัตว์นั้นเป็นฐาน ภิกษุมีไถยจิตขับต้อนหรือ จูงสัตว์นั้น พอพ้นจากฐานทั้ง ๔ เท้า ก็ต้องอาบัติ เพื่อจําง่าย ควรเรียกว่า ลักต้อน ถ้าเป็นสัตว์ เล็กที่จะพึงอุ้มได้ หรือถือได้ด้วยมือ เช่นไก่ ภิกษุมีไถยจิต แล้วอุ้มเอาไป จัดเข้าในบทลัก ข้อ ๑
๔. คนถือของตก ภิกษุมีไถยจิตเข้าแย่งเอา พอหยิบขึ้นจากที่ก็ต้องอาบัติ เพื่อจําง่าย ควรเรียกว่า แย่ง
๕. เวลาแจกของ ภิกษุมีไถยจิตสับเปลี่ยนฉลากชื่อตนกับชื่อภิกษุอื่นในกองสิ่งของ ด้วยหมายจะเอาลาภของภิกษุอื่นที่มีราคามากกว่า พอสับเปลี่ยนเสร็จก็ต้องอาบัติ หรือเอาของ ปลอมสับเปลี่ยนเอาของดี ก็จัดเข้าในบทนี้เหมือนกัน เพื่อจําง่าย ควรเรียกว่า ลักสับ
๖.ภิกษุเห็นของเขาทําตก มีไถยจิตเอาดินกลบเสีย หรือเอาบางอย่างปิดเสีย ต้อง อาบัติในขณะทําสําเร็จ เพื่อจําง่าย ควรเรียกว่า ลักซ่อน
๗. ภิกษุรับของฝากมีไถยจิตคิดเอาเป็นของตนเสีย ครั้นเจ้าของมาขอคืนกลับกล่าว ปฏิเสธว่าไม่ได้รับไว้ หรือกล่าวว่าได้ให้คืนแล้ว เช่นนี้กําหนดให้ต้องอาบัติเมื่อขาดกรรมสิทธิ์แห่ง เจ้าของเพื่อจําง่าย ควรเรียกว่า ฉ้อหากจะมีคําถามสอดเข้ามาว่า เหตุใดจึงไม่กําหนดเป็นอาบัติ เพราะทําให้เคลื่อนจากฐาน ตอบว่าเพราะอาบัติที่เกิดจากทําให้เคลื่อนจากฐานนั้น เพ่งเอาของ ที่ภิกษุไม่ต้องสํานอง คือไม่ต้องรับผิดหรือรับใช้ในเมื่อหายไปแล้ว ส่วนของที่ภิกษรับฝากไว้นั้น ภิกษุต้องรับผิดชอบ ดังนั้น ในการรับฝาก จึงกําหนดเป็นอาบัติเมื่อขาดกรรมสิทธิ์แห่งเจ้าของ
๘. ภิกษุมีกรรมสิทธิ์ในการรักษาของซึ่งตั้งอยู่ในที่ใด เช่น ภิกษุผู้เป็นภัณฑาคาริก (ภิกษุผู้มีหน้าที่รักษาเรือนคลัง) แม้มีไถยจิตถือเอาของในที่นั้น ยังไม่นําออกไปพ้นเขตเพียงใด อาบัติยังไม่ถึงที่สุดเพียงนั้น แต่เมื่อเอาออกพ้นเขตที่ตนมีกรรมสิทธิ์ในการรักษานั้น อาบัติจึง ถึงที่สุด เพื่อจําง่าย ควรเรียกว่า ยักยอก เช่น ภิกษุตั้งใจว่า ถ้ามีผู้เห็นตนถือของในเขตเพียงนั้น จะไม่เอา จะทําเป็นชมเล่น ถ้าเอาออกไปพ้นเขตนั้นได้แล้วจึงจะเอา
๙. ภิกษุนําของควรแก่การเสียภาษีแล้วกําลังจะผ่านที่เก็บภาษี ซ่อนของเหล่านั้น เสีย หรือของมาก ซ่อนให้เห็นแต่น้อย ดังนี้ ต้องอาบัติถึงที่สุดขณะนําของนั้นล่วงพ้นเขตเก็บ ภาษี เพื่อจําง่าย ควรเรียกว่า ตระบัด ข้อนี้แสดงให้เห็นว่า ฝ่ายภิกษุยอมนับถือกรรมสิทธิ์ของ ท่านผู้ครองบ้านครองเมือง ในการเก็บภาษีจากทรัพย์ เมื่อจะผ่านทางเข้าไป
๑๐. ภิกษุชักชวนกันไปทําโจรกรรม ลงมือบ้าง มิได้ลงมือบ้าง ต้องอาบัติถึงที่สุด ด้วยกันทั้งนั้น เพื่อจําง่าย ควรเรียกว่า ปล้น
๑๑. ภิกษุทําของปลอม เช่นทําเงินปลอม ทําทองปลอม ชั่งตวงของด้วยการโกง เครื่องชั่งตวง ต้องอาบัติเมื่อทําสําเร็จ เพื่อจําง่าย ควรเรียกว่า หลอกลวง
๑๒. ภิกษุมีอํานาจข่มเหงเอาทรัพย์ผู้อื่น ต้องอาบัติถึงที่สุดในขณะได้ของมา เพื่อ จําง่าย ควรเรียกว่า กดขี่
๑๓. ภิกษุขู่ทําร้ายจนเจ้าของทรัพย์จําต้องให้ เพื่อจําง่าย ควรเรียกว่า กรรโชก
๑๔. ภิกษุกล่าวต่เพื่อจะเอาที่ดินของผู้ใดผู้หนึ่ง เจ้าของเป็นผู้มีวาสนาน้อย เถียง ไม่ขึ้น จึงทอดกรรมสิทธิ์ของตนเสีย ภิกษุต้องอาบัติถึงที่สุดในขณะนั้น ถ้าเจ้าของยังไม่ปล่อย กรรมสิทธิ์ ฟ้องภิกษุในศาลเพื่อเรียกที่ดินคืน ต่างฝ่ายต่างก็เป็นความแก้คดีกัน ถ้าเจ้าของแพ้ ภิกษุต้องอาบัติถึงที่สุด ภิกษุเป็นโจทก์ฟ้องความเอง เพื่อจะดู่เอาที่ดินก็เหมือนกัน แต่คําที่ว่า เจ้าของแพ้ความนั้น พึงเข้าใจว่า แพ้ในศาลสูงสุดที่คดีจบลงเท่านั้น เพื่อจําง่าย ควรเรียกว่า ตู ภิกษุปักเขตรุกเอาที่ดินของเขา เช่นนี้ต้องอาบัติถึงที่สุดในขณะทําสําเร็จ แต่น่าจะเห็นว่าเจ้าของ ไม่รู้ เป็นการเอากรรมสิทธิ์ด้วยเหมือนกัน ข้อนี้พระวินัยธรพึ่งพิจารณาดูเถิด รื้อถอนทรัพย์ เป็นอสังหาริมะ เช่นฝังต้นไม้ หรือซื้อเรือน กําหนดว่าถึงที่สุดด้วยทําให้เคลื่อนที่สําเร็จ ดุจเดียว กับทรัพย์เป็นสังหาริมะ
ภิกษุสั่งคนอื่นให้ทําอทินนาทาน เป็นส่วนโจรกรรมดังกล่าวแล้วอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็ต้องอาบัติเหมือนกัน เหตุดังนั้น อาบัติในสิกขาบทนี้ ต้องอาบัติเพราะสั่งด้วย (สาณัตติกะ) ส่วนอาบัติที่ต้องอาบัติเฉพาะที่ทําด้วยตนเอง เช่นอาบัติในสิกขาบทปาราชิกข้อแรก จะไม่ ต้องอาบัติเพราะสั่ง (อนาณัตติกะ) แต่สั่งในที่นี้จึงเข้าใจว่า สั่งให้คนอื่นทําแก่คนอื่น ไม่หมายถึงสั่งคนอื่นทําแก่ตนเอง
ภิกษุมีไถยจิต สั่งให้เขาทําโจรกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง อาบัติถึงที่สุดในขณะผู้รับคํา สั่งทําโจรกรรมสําเร็จตามสั่ง ตามที่กําหนดโดยอาการดังต่อไปนี้
สั่งต่อเดียวไม่มีปริกัป (เงื่อนไข) อาบัติถึงที่สุดขณะผู้รับใช้ทําโจรกรรมสําเร็จตาม สั่ง ภิกษุต้องอาบัติด้วยกันทั้ง ๒ รูป คือทั้งผู้สั่งและทั้งผู้รับคําสั่ง แต่ครั้นสั่งแล้ว ห้ามก่อนผู้รับ คําสั่งลงมือทําการ แต่ผู้รับคําสั่งนั้นขึ้นทําโดยพลการ ภิกษผู้สั่งไม่ต้องอาบัติ ต้องอาบัติเฉพาะ ภิกษุผู้รับคําสั่ง
สั่งเจาะจงทรัพย์ แต่ผู้รับคําสั่งไพล่ไปลักเอาสิ่งอื่นมา ก็พึงรู้ดังนัยเดียวกัน
สั่งด้วยทํานิมิต ซึ่งเรียกว่าใช้ภาษาใบ้ มีขยิบตาหรือพยักหน้าเป็นต้น อาบัติถึงที่สุด ในขณะที่ผู้รับคําสั่งทําตามสั่งสําเร็จ ต้องอาบัติด้วยกันทั้ง ๒ รูป ถ้าทําพลาดจากที่สั่ง ก็พึงรู้ โดยนัยเดียวกัน
สั่งกําหนดเวลา ให้ทําในเวลาเช้าหรือเวลาค่ําก็พึงรู้โดยนัยเดียวกัน
สั่งหลายต่อ เช่นภิกษุแดงสั่งภิกษุเขียวให้บอกภิกษุดํา ทําโจรกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือจะสั่งต่อออกไปอีกก็ตาม อาบัติถึงที่สุดในขณะภิกษุดําทําสําเร็จตามสั่งอันไม่ลักลั่น ถ้าคําสั่งนั้นลักลั่นในระหว่าง เช่นภิกษุเขียวไม่บอกภิกษุดํา ไพล่ไปสั่งภิกษุขาวแทน เช่นนี้ สั่งผิดตัว ผู้สั่งเดิมคือภิกษุแดงรอดตัว คงต้องอาบัติถึงที่สุดเฉพาะผู้ใช้กับผู้ทํา สั่งหลายๆ ต่อแต่ ผู้รับคําสั่งข้ามเสียบ้าง ต้องอาบัติเฉพาะภิกษุผู้เนื่องกันในลําดับ ผู้ที่ถูกข้ามเสียในระหว่างนั้น ไม่รู้ไม่เห็น ไม่ต้องอาบัติ
ภิกษุมีไถยจิต สั่งให้เขาทําโจรกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยใช้สํานวนไม่เฉพาะเจาะจง ลงไป เรียกว่าพูดไม่ตายตัว แต่ชัดพอที่จะให้ผู้ฟังเข้าใจความประสงค์ของตน ผู้รับคําสั่งนั้น ทําสําเร็จและเอาของมาให้ตามปรารถนาเช่นนี้ ภิกษุผู้สั่งต้องอาบัติ แต่มีตัวอย่างในอรรถกถา ที่พระวินัยธรควรได้พิจารณาไว้ ๒ ตัวอย่าง ดังนี้
๑. ภิกษุสั่งภิกษุไว้ว่า เมื่อใดอาจจะลักสิ่งของชื่อนั้น ก็จงลักมาเมื่อนั้น หากว่าสิ่งของ นั้นอันผู้รับคําสั่งจักลักมาได้แน่นอน โดยไม่มีอันตรายในระหว่างกระทําการแน่นอน เช่นนี้ มีการวินิจฉัยว่าผู้สั่งเป็นปาราชิกในขณะสั่ง ผู้ลักเป็นปาราชิกในขณะลัก ตามนัยนี้พิจารณา จะเห็นว่า ผู้สั่งเป็นปาราชิกก่อนทําสําเร็จ ผิดจากบาลีที่กําหนดองค์ประกอบของสิกขาบทนี้ และจะรู้ได้อย่างไรว่าผู้รับคําสั่งจะทําการลักของได้สําเร็จ เพราะเหตุนั้น จึงปรับอาบัติยังไม่ได้ จนกว่าผู้รับคําสั่งจะทําการได้สําเร็จ
๒. ภิกษุแดงเขียนจดหมายถึงภิกษุดําผู้อยู่ต่างถิ่น ซึ่งต้องใช้เวลาเดินทางหลายวัน พร้อมส่งธนบัตรปลอมไปให้ด้วย ขอให้ช่วยใช้เพื่อจะได้ทรัพย์มาแบ่งกัน ในระหว่างที่จดหมาย และธนบัตรปลอมยังไปไม่ถึง ภิกษุแดงมีอันต้องตายเสียก็ดี หรือคิดจะหลบจากปาราชิก แล้วสึกเสียก็ดี เมื่อจดหมายและธนบัตรปลอมนั้นไปถึงภิกษุดําและภิกษุดําลวงใช้สําเร็จใน ภายหลัง ดังนี้ จะจัดว่าภิกษุแดงผู้สั่งเดิมต้องปาราชิกด้วยหรือไม่ ตายไปแล้วก็แล้วไป ทางที่ จําเป็นจะวินิจฉัยนั้น หากว่า นายแดงผู้นั้นจับพลัดจับผลูเข้ามาอุปสมบทอยู่ในหมู่ภิกษุใหม่ จักคงให้อยู่ต่อไป หรือจักต้องถูกนาสนะคือขับให้ลาสึกเสีย ตามความเห็นในอรรถกถา เห็นควรนาสนะเสีย แต่จะยกบทไหนขึ้นปรับเป็นปัญหาอยู่ จะรับรองก็ไม่เชิง จะปฏิเสธก็ไม่ได้ พระวินัยธรจงวินิจฉัยดูเถิด
อนึ่ง อทินนาทานสิกขาบทนี้ละเอียดสุขุมนัก ยากที่จะตัดสินได้ เพราะเหตุนั้น เมื่อมีผู้มาโจทก์ภิกษุด้วยอทินนาทาน แม้พระวินัยธรสอบสวนโดยเห็นว่าเป็นอวหารแล้ว (อาการ ที่ต้องอาบัติแล้ว) ก็อย่าพึงตัดสินโดยพลัน จึงพิจารณาใน ๕ สถาน คือวัตถุ กาล ประเทศ อัคฆะ บริโภค ดังนี้ก่อน
๑. วัตถุ คือของที่ภิกษุลักมา ให้สอบสวนดูว่า วัตถุนั้นมีเจ้าของหรือไม่มี ถ้าว่ามี เจ้าของในขณะเมื่อลักมานั้นเจ้าของมีอาลัยหรือทอดอาลัยแล้ว ถ้าเจ้าของยังมีอาลัยอยู่ให้ปรับ ตามราคาของ ถ้าเจ้าของทอดอาลัยแล้ว อย่าพึงปรับปาราชิกเธอเลย ครั้นเจ้าของทวงเอา ก็พึง คืนให้ อันนี้เป็นความชอบยิ่ง
๒. กาล คือคราวสมัยที่ลักของนั้นมา เพราะว่า ของนั้นบางคราวมีราคาน้อย บางคราว มีราคามาก
๓. ประเทศ คือที่ๆ ลักของนั้นมา ของลักมาในประเทศใด ให้ปรับตามราคาใน ประเทศนั้น
๔. อัคฆะ คือสภาพเก่าสภาพใหม่ของสิ่งที่ลักมา ของใหม่ครั้นภายหลังเก่าแล้ว ราคา ขึ้นลงอย่างไร
๕. บริโภค คือของนั้นบริโภคใช้สอยแล้วหรือยัง ถ้าของนั้นเขาบริโภคใช้สอยแล้ว ก็ถอยราคา
การกําหนดราคาทรัพย์อันเป็นวัตถุแห่งอาบัติในสิกขาบทมีดังนี้ ทรัพย์มีราคาบาท หนึ่ง คือ ๕ มาสกหรือมากกว่า จัดว่าเป็นวัตถุแห่งปาราชิก ทรัพย์มีราคาหย่อนบาทลงมา แต่มากกว่า ๑ มาสก จัดว่าเป็นวัตถุแห่งถุลลัจจัย และทรัพย์มีราคาตั้งแต่ ๑ มาสกลงมา จัดว่า เป็นวัตถุแห่งทุกกฏ
หากทรัพย์สิ่งเดียวมีราคาหย่อนจากวัตถุปาราชิก แต่รวมกันเข้าในครั้งเดียวตีราคา ปรับอาบัติที่สูงกว่าได้ เช่นลักซ่อนทองคํามีราคา ๑ มาสก พร้อมกับเพชรที่มีราคา ๔ มาสก รวม เป็นลักซ่อนทรัพย์มีราคา ๕ มาสก เป็นต้น
ทรัพย์เป็นวัตถุแห่งปาราชิก ในคัมภีร์วิภังค์กล่าวว่ามีราคาเท่าบาทหนึ่ง หรือ ๕ มาสก โดยตามมาตรารูปิยะ (ของสําหรับซื้อขายแลกเปลี่ยนแทนเงิน) ที่ใช้อยู่ในแคว้นมคธใน ครั้งนั้น ๕ มาสกเป็นบาทหนึ่ง แต่รูปิยะที่ใช้อยู่ในต่างแคว้น มีอัตราไม่เท่ากัน จึงต้องมีมาตรา สําหรับแลกเปลี่ยนต่อกัน มาตรารูปิยะของแคว้นมคธในครั้งนั้น จะสันนิษฐานเทียบกับมาตรา รูปิยะในบัดนี้ ย่อมรู้ได้ยาก ถ้าจะเทียบบาทของแคว้นมคธในครั้งนั้น กับบาทของเราในครั้งนี้ ด้วยสักว่าชื่อเหมือนกันก็ไม่ได้ มีกําหนดเป็นหลักฐานในฎีกา (คัมภีร์ที่อธิบายขยายความคัมภีร์ อรรถกถา) แสดงไว้ว่า ๑ มาสกมีราคาเท่ากับทองคําที่มีน้ําหนักเท่ากับข้าวเปลือก ๔ เมล็ด ดัง นั้นบาทหนึ่งมีราคา ๕ มาสก จึงเท่ากับทองคําที่มีน้ําหนักเท่ากับข้าวเปลือก ๒๐ เมล็ดนั่นเอง และเมื่อนําไปชั่งก็ได้น้ําหนักประมาณ ๐.๖ กรัม
ภิกษุมีไถยจิต ถือเอาทรัพย์มีราคาบาทหนึ่ง หรือยิ่งกว่า ต้องปาราชิก มีไถยจิต ถือเอาทรัพย์มีราคาหย่อนจากนั้น ต้องอาบัติตามวัตถุ ภิกษุมีไถยจิต พยายามเพื่อจะถือเอาทรัพย์ เป็นวัตถุแห่งปาราชิก แต่ทําไม่สําเร็จ เช่นจะลักเรือเขา ซึ่งล่ามโซ่ลั่นกุญแจไว้ กําลังงัดกุญแจ แต่ไม่ทันจะออก เห็นคนเดินมาจึงตกใจหนีไป เช่นนี้ ต้องอาบัติเบาลงมาตามประโยคที่ทํา อาบัติ ที่เบารองลงมา เรียกว่า อาบัติในบุพพปโยค จึงกําหนดรู้อาบัติโดยประโยคนั้นดังนี้
ถ้าทําการสําเร็จ ต้องปาราชิก ถ้าทําไม่สําเร็จ เป็นแต่เพียงทําของเป็นสังหาริมะ ให้สั่นไหวอยู่กับที่ เช่นทําเรือให้เลื่อนเข้าเลื่อนออกเล็กน้อยในเวลางัดกุญแจ ต้องถุลลัจจัย ลักต้อนสัตว์ให้ย่างเท้าหน้า ต้องถุลลัจจัย รื้อถอนของเป็นอสังหาริมะให้หลุดถอน เช่นลัก ฟันต้นไม้ อีกประโยคหนึ่ง (ฟันอีก ๑ ครั้ง) จะสําเร็จ ต้องถุลลัจจัย ในการที่ดินและฉ้อเอา ของฝาก ทําให้เจ้าของเกิดสงสัยในขณะทวงว่า จะไม่ได้คืนก็ดี เป็นความแพ้ก็ดี ต้องถุลลัจจัย เพื่อจําง่าย พึงกําหนดว่า อีกประโยคหนึ่งจะสําเร็จเป็นอาหาร เป็นถุลลัจจัย ในประโยคที่รอง ลงไปก่อนนั้น เป็นทุกกฏทั้งสิ้น
ถ้าทรัพย์มีราคาไม่ถึงกับเป็นวัตถุแห่งปาราชิก อาบัติในบุพพปโยคเป็นทุกกฏทั้งนั้น แต่ในที่นี้ ตัดต้นไม้ ถอนหญ้าขุดดิน โดยฐานเป็นบุพพปโยคของอทินนาทาน ปรับเป็นทุกกฏ ทั้งนั้น
อาบัติในสิกขาบทนี้เป็นสจิตตกะ เพราะเหตุนั้น ไม่เป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้ไม่มีไถยจิต หากถือเอาด้วยประการอื่น ถือเอาด้วยสําคัญว่าของตน ถือเอาด้วยสําคัญว่าของทิ้ง ถือเอาด้วยวิสาสะ ถือเอาเพราะเป็นของยืม ไม่ต้องอาบัติ ถ้าเปรตหรือสัตว์ดิรัจฉานเข้าหวงห้ามของนั้น เช่น ซากเนื้อที่เสือกัดกินค้าง และมันหวงไว้เพื่อกินต่อไป ภิกษุถือเอา ก็ไม่ต้องอาบัติเช่นกัน
อีก ๒ ประการ คือภิกษุไม่รู้ เช่นเดินทางจะผ่านด่านเก็บภาษี ผู้ที่มาด้วยกัน แอบเอา รัตนะซ่อนไว้ในย่ามของภิกษุ หากพาผ่านที่เก็บภาษีไป เช่นนี้ไม่ต้องอาบัติ อีกประการหนึ่ง ดังเรื่องสกุลอุปัฏฐากของท่านพระปิลันทวัจฉะ ถูกโจรปล้นพาเอาบุตรไป ๒ คน พระปิลันทวัจฉะ บันดาลด้วยฤทธิ์พาเด็ก ๒ คนนั้นกลับคืนมาได้ ในวินัยมุขกล่าวว่าไม่เป็นปาราชิก เพราะ กรรมสิทธิ์ยังมีอยู่แก่เจ้าของเดิม และการช่วยตามกลับมาให้แก่เจ้าของ เช่นนี้ไม่มีโทษ
การถือเอาโดยวิสาสะ มีองค์ประกอบ ๓ ข้อ ดังนี้
๑. เป็นผู้เคยเห็นกันมา เคยคบกันมา หรือได้พูดกันไว้
๒. รู้ว่าเราถือเอาแล้วเขาจักพอใจ
๓. เขายังมีชีวิตอยู่
ภิกษุใด จงใจพรากกายมนุษย์จากชีวิต หรือแสวงหาศัสตราอันจะปลิดชีวิต ให้แก่กายมนุษย์นั้น หรือพรรณนาคุณแห่งความตาย หรือชักชวนเพื่ออันตาย ด้วยคําว่า แน่ะนายผู้เป็นชาย จะประโยชน์อะไรแก่ท่านด้วยชีวิตอันแสนลําบากยากแค้นนี้ ท่านตาย เสียดีกว่าเป็นอยู่ ดังนี้ เธอมีจิตใจดําริอย่างนี้ พรรณนาคุณแห่งความตายก็ดี ชักชวน เพื่ออันตายก็ดี โดยหลายนัย แม้ภิกษุนี้ก็เป็นปาราชิก หาสังวาสมิได้
สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ภูฎาคารศาลา ป่ามหาวัน เขตพระนคร เวสาลี ครั้งนั้น พระองค์ทรงแสดงอสุภกถา (ถ้อยคําปรารภความไม่สวยงาม) ทรงพรรณนาและ สรรเสริญคุณแห่งอสุภกรรมฐานโดยอเนกปริยายแก่ภิกษุทั้งหลาย แล้วหลีกเร้นออกอยู่เพียงผู้ เดียวตลอดกึ่งเดือน เมื่อรับสั่งแล้ว ไม่มีภิกษุใดกล้าเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าเลย นอกจาก ภิกษุผู้นําบิณฑบาตเข้าไปถวาย
ภิกษุเหล่านั้นจึงพากันประกอบความพากเพียรในการเจริญอสุภกรรมฐาน จนถึง กับทําให้ภิกษุเหล่านั้น อึดอัด ระอา เกลียดชังร่างกายของตน ดุจมีซากศพงู ซากศพสุนัข หรือ ซากศพมนุษย์มาคล้องอยู่ที่คอ จนเป็นเหตุให้ปลงชีวิตตนเองบ้างวานกันและกันให้ปลงชีวิตบ้าง บางเหล่าก็เข้าไปหาผู้อื่นขอให้ช่วยปลงชีวิตให้โดยมีบาตรจีวรเป็นสินจ้างบ้าง
ครั้นล่วงถึงเดือนนั้นไป พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จออกจากที่หลีกเร้นแล้ว รับสั่งถาม ท่านพระอานนท์ว่า เหตุไฉนหนอ ภิกษุสงฆ์จึงดูเหมือนน้อยไป ท่านพระอานนท์กราบทูลว่า จริงอย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า เพราะพระองค์ทรงแสดงอสุภกถา ทรงพรรณนาและสรรเสริญ คุณแห่งอสุภกรรมฐานเนืองๆ โดยอเนกปริยายแก่ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นจึงพากันประกอบ ความพากเพียรในการเจริญอสุภกรรมฐานหลายอย่างหลายกระบวนอยู่ เธอเหล่านั้นอึดอัด ระอา เกลียดชังร่างกายของตน จึงปลงชีวิตตนเองบ้างวานกันและกันให้ปลงชีวิตบ้าง บางเหล่า ก็เข้าไปหาผู้อื่นขอให้ช่วยปลงชีวิตให้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสรับสั่งให้ประชุมสงฆ์ แล้วทรง แสดงอานาปานสติสมาธิกถา (ถ้อยคําที่ปรารภการมีสติที่ลมหายใจเพื่อให้เกิดความสงบ) และ ทรงบัญญัติสิกขาบท
กายแห่งมนุษย์ หมายเอาตั้งแต่จิตแรกเกิดซึ่งปรากฏขึ้นในท้องแห่งมารดา ตลอด ไปจนกว่ากายเป็นที่ตาย ในระหว่างนี้แลจัดว่าเป็นกายมนุษย์ และการพรากเสียจากชีวิต ด้วย ประโยคใดประโยคหนึ่ง มีนัยดังต่อไปนี้
๑. ประหาร ได้แก่ ฟันด้วยศัสตรา แทงด้วยหอก ตีด้วยไม้พลอง เป็นต้น
๒. ซัดไปประหาร ได้แก่ ยิงด้วยศรด้วยปืน พุ่งด้วยหอก ขว้างด้วยศิลา เป็นต้น
๓. วางไว้ทําร้าย ได้แก่ วางขวากฝั่งหลาวไว้ในหลุมพราง วางของหนักไว้ให้ตกทับวางยาให้ตาย เป็นต้น
๔. ทําร้ายด้วยวิชา ตัวอย่างในอรรถกถา เช่น ภิกษุร่ายมนต์อาคมต่างๆ ใช้ภูตใช้ผีเพื่อทําให้ผู้อื่นเจ็บตาย หรือตัวอย่างในบัดนี้ เช่นฆ่าด้วยกําลังไฟฟ้า เป็นต้น
๕. ทําร้ายด้วยฤทธิ์ ตัวอย่างในอรรถกถา เช่น ภิกษุมีตาเป็นอาวุธ โกรธถลึงตาแลดูผู้อื่นด้วยหมายจะให้ตาย ปล่อยสัตว์มีพิษเช่นงให้กัด หรือปล่อยสัตว์ร้าย เช่นเสือให้กัด ตลอดถึงเอาพิษของสัตว์ฉีดเข้าในเส้นโลหิตเพื่อให้ตาย เป็นต้น
การสั่งผู้อื่นให้กระทําประโยคเหล่านี้ ก็ชื่อว่าพรากชีวิตมนุษย์เช่นเดียวกัน ดังนั้น อาบัติในสิกขาบทนี้จึงเป็นสาณัตติกะ คือต้องอาบัติเพราะสั่งให้เขาทําด้วย รวมทั้งภิกษุผู้มี อํานาจในการส่งให้หรือวางไว้อันศัสตราวุธหรือของอย่างอื่น เพื่อให้แก่มนุษย์ที่ตนปรารถนาจะ ให้ตาย และบังคับให้เขาฆ่าตัวตาย หรือเห็นสหายมีทุกข์ร้อนเหลือแก้ หรือเจ็บหนักเสวยเวทนา กล้า ภิกษุมีใจสงสาร ปรารถนาจะให้พ้นทุกขเวทนา และช่วยหาศัสตราให้ หรือไม่ทําเช่นนี้ เป็นแต่พูดพรรณนาคุณแห่งความตาย หรือชักชวนเพื่อให้ตาย และผู้นั้นหาศัสตราวุธเอาเอง ก็ตาม ต้องอาบัติเช่นกัน การพรรณนาหรือการชักชวนนั้นหมายรวมทั้งการใช้วาจาหรือทําด้วยกาย ดังเช่นการเขียนหนังสือ
คําว่าแสวงหาศัสตรานั้น จึงเข้าใจว่าแสดงไว้เป็นตัวอย่างเท่านั้น การแสวงหาสิ่งอื่น อันเป็นเครื่องผลาญชีวิตก็เหมือนกัน และพึ่งเข้าใจว่าหากแสวงหาศัสตราก็ดี ชักชวนก็ดี แต่เขา ไม่ทําลายชีวิตของเขา เช่นนี้ อาบัติไม่ถึงที่สุด ดุจเดียวกับฆ่าเขา แต่เขาไม่ตาย
มนุษย์เป็นวัตถุแห่งปาราชิก ส่วนสัตว์ที่เรียกว่าอมนุษย์ กล่าวคือเป็นยักษ์ เป็นเปรต หรือเป็นสัตว์ดิรัจฉานที่มีฤทธิ์จําแลงกายเป็นมนุษย์ได้ เป็นวัตถุแห่งถุลลัจจัย ภิกษุพยายาม จะฆ่ามนุษย์ ทําสําเร็จต้องปาราชิก ถ้าทําไม่สําเร็จเป็นแต่เพียงทําให้เจ็บตัว ต้องถุลลัจจัย ทําไม่ถึงนั้น ต้องทุกกฏ ภิกษุพยายามจะฆ่าตัวเอง ต้องทุกกฏ ภิกษุพยายามจะฆ่าสัตว์อื่น ต้องอาบัติตามวัตถุ อาบัติในบุพพปโยคเป็นทุกกฏอย่างเดียว
สิกขาบทนี้เป็นสจิตตกะ ดังนั้น จึงไม่เป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้ไม่แกล้ง หรือไม่มีความ ประสงค์จะให้ตาย เช่นทํางานอยู่บนที่สูง แล้วของหนักพลัดจากมือตกถูกคนข้างล่างตาย หรือพยาบาลคนไข้หนักและหยอดยามากเกินไปจนคนไข้กลืนไม่ทันและสําลักยาตาย หรือภิกษุ ไม่รู้ เช่นไม่รู้ว่ามีคนลอบเอายาพิษมาปนไว้ในอาหาร แล้วภิกษุให้อาหารนั้นแก่ผู้อื่น เมื่อเขากิน แล้วตาย การตายด้วยเหตุเช่นนี้ ภิกษุไม่เป็นอาบัติ
ภิกษุพยายามจะฆ่าตนเองตายด้วยความเพียรอันใดอันหนึ่ง โดยที่สุดแม้ด้วยการอด อาหารเสีย หรือหากภิกษุใดเป็นไข้ เมื่อยาและคนอุปัฏฐากมีอยู่ อยากจะตาย ตัดอาหารเสีย เป็นทุกกฏแท้ แต่ภิกษุตัดองคชาตตน ต้องถุลลัจจัย ตัดอวัยวะอื่น เป็นต้นว่า หู จมูก นิ้วมือ อันใดอันหนึ่ง หรือทําทุกข์เช่นนั้นให้เกิดขึ้น เป็นทุกกฏ
อนึ่ง ภิกษุใดอาพาธหนัก เจ็บไข้มานาน ภิกษุทั้งหลายผู้อุปัฏฐากลําบากเบื่อหน่าย ถ้าเธอนั้นคิดว่าอัตภาพนี้ แม้ปฏิบัติไปก็ไม่ตั้งอยู่ ภิกษุทั้งหลายก็พลอยลําบากด้วย และเธอตัด อาหารเสียไม่เสพยา ควรอยู่ หรือถ้าเธอตัดอาหารด้วยคิดว่า โรคนี้กล้า อายุสังขารจะไม่ตั้งอยู่ และความได้วิเศษดูเหมือนอย่างกะมือถึง ดังนี้ ควรแท้ และแม้ภิกษุไม่เป็นไข้ แต่เกิดความสังเวช ขึ้น คิดว่า เที่ยวแสวงหาอาหารเป็นความเนิ่นช้า เราจักประกอบกรรมฐานอย่างเดียว และตัด อาหารด้วยกรรมฐาน ดังนี้ ก็ควรตัดอาหารเสีย
ภิกษุใด ไม่รู้เฉพาะ (คือไม่รู้จริง] กล่าวอวดอุตตริมนุสสธรรม อันเป็นความ เห็นอย่างประเสริฐ อย่างสามารถ น้อมเข้ามาในตน ว่าข้าพเจ้ารู้อย่างนี้ ข้าพเจ้าเห็น อย่างนี้ ครั้นสมัยอื่นแต่นั้น อันผู้ใดผู้หนึ่งถือเอาตามก็ตาม ไม่ถือเอาตามก็ตาม [คือเชื่อ ก็ตาม ไม่เชื่อก็ตาม ถูกซักถามก็ตาม ไม่ถูกซักถามก็ตาม) เป็นอันต้องอาบัติแล้ว มุ่ง ความหมดจด (คือพ้นโทษ] จะพึงกล่าวอย่างนี้ว่า แน่ะท่าน ข้าพเจ้าไม่รู้ ได้กล่าวว่ารู้ ไม่เห็น ได้กล่าวว่าเห็น ได้พูดพล่อยๆ เป็นเท็จเปล่าๆ แม้ภิกษุนี้ก็เป็นปาราชิก หาสังวาส มิได้ เว้นไว้แต่สําคัญว่าได้บรรลุ
สมัยหนึ่ง ภิกษุมากรูปด้วยกัน จําพรรษาอยู่ใกล้ฝั่งแม่น้ําวัคคุมทา ซึ่งสมัยนั้น วัชชี ชนบท อัตคัดอาหาร ภิกษุจึงคิดกันว่า บัดนี้วัชชีชนบทอัตคัดอาหาร ประชาชนหาเลี้ยงชีพ ฝืดเคือง ภิกษุสงฆ์จะยังอัตภาพให้เป็นไป ก็ทําไม่ได้ง่าย พวกเราจะทําอย่างไรจึงจะอยู่จําพรรษา เป็นผาสุก และไม่ต้องลําบากด้วยบิณฑบาต
ภิกษุเหล่านั้นมีความเห็นร่วมกัน กล่าวชมอุตตริมนุสสธรรมของกันและกันแก่ พวกคฤหัสถ์ว่า ภิกษุรูปโน้นได้ปฐมฌาน รูปโน้นได้ทุติยฌาน รูปโน้นได้ตติยฌาน รูปโน้นได้ จตุตถฌาน รูปโน้นเป็นพระโสดาบัน รูปโน้นเป็นพระสกทาคามี รูปโน้นเป็นพระอนาคามี รูปโน้นเป็นพระอรหันต์ รูปโน้นได้วิชชา ๓ รูปโน้นได้อภิญญา ๖ ดังนี้
ประชาชนเหล่านั้นพากันยินดีว่าเป็นลาภของพวกเราแล้วหนอ พวกเราได้ดีแล้วหนอ ที่มีภิกษุทั้งหลายผู้มีคุณวิเศษเห็นปานนี้อยู่จําพรรษา จึงพากันถวายโภชนะอันเลิศ ครั้นเมื่อออก พรรษาแล้วภิกษุเหล่านั้นจึงพากันไปเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า และกราบทูลถึงการอยู่จําพรรษา ว่า อยู่กันอย่างผาสุก และสมบูรณ์ด้วยบิณฑบาต |
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสถามเหตุผลที่สามารถอยู่จําพรรษากันอย่างผาสุก และ ไม่ลําบากด้วยบิณฑบาต ภิกษุเหล่านั้นได้กราบทูลเนื้อความนั้นจากการอวดอุตตริมนุสสธรรม ของกันและกันแก่พวกคฤหัสถ์ให้ทรงทราบ และยอมรับว่าคุณวิเศษนั้นไม่มีจริง พระผู้มีพระ ภาคเจ้าจึงทรงติเตียนว่า การกระทําของพวกเธอนั้น ไม่เหมาะสม ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทํา โดยอเนกประการ จนเป็นเหตุให้ทรงบัญญัติสิกขาบทในที่สุด
การทําใจให้เป็นสมาธิ และการทําใจให้บริสุทธิ์ปราศจากกิเลสนั้น มนุษย์ทั่วไปนับถือ ว่าเป็นความรู้อย่างสูงจัดว่าเป็นอุตตริมนุสสธรรมอย่างหนึ่ง แปลว่า คุณอย่างยวดยิ่งของมนุษย์ หรือคุณของมนุษย์ผู้ยวดยิ่ง เพราะผลวิเศษต่างๆ มีมูลมาจากความรู้ ๒ อย่างนี้ เมื่อใจอบรมดีแล้ว ย่อมเห็นอรรถเห็นธรรมแจ้งชัด แต่ใจนี้โดยปกติมีอารมณ์ไม่ดีเข้าขัดขวางไม่ให้แน่แน่วลงได้ เรียกว่า นิวรณ์ ซึ่งมี ๕ อย่างดังนี้
๑. กามฉันทะ ความกําหนัดด้วยอํานาจกิเลสกาม
๒. พยาบาท ความงุ่นง่านด้วยกําลังโทสะ ถึงขนาดจองล้างจองผลาญผู้อื่น
๓. ถีนมิทธะ ความท้อแท้หรือคร้าน และความง่วงงุน
๔. อุทธัจจะกุกกุจจะ ความฟุ้งซ่านหรือคิดพล่าน และความจืดจางเร็ว
๕. วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัยไม่แน่ใจลงได้
การทําจิตให้ปราศจากนิวรณ์เหล่านี้ โดยการรักษาจิตให้แน่แน่ว เรียกว่า สมาธิ ซึ่ง สมาธิที่เป็นอย่างต่ํา ไม่แน่แน่วจริงๆ ทําได้เป็นแต่เฉียดๆ ใกล้ๆ มีได้แก่สามัญชนทั่วไป ไม่จัดว่า เป็นอุตตริมนุสสธรรม สมาธิที่เป็นอย่างสูง เป็นสมาธิอย่างแน่นแฟ้น แน่แน่วลงไปจริง จัดว่าเป็น อุตตริมนุสสธรรม เรียกว่า ฌาน
ฌาน แบ่งเป็น ๔ ประเภท ในพระพุทธศาสนา เรียกว่า รูปฌาน เพราะมีรูปธรรม อย่างใดอย่างหนึ่งเป็นอารมณ์ เรียกชื่อตามองค์ประกอบดังนี้
๑. ปฐมฌาน มีองค์ ๕ คือยังมีตรึกซึ่งเรียกว่า วิตก และยังมีตรองซึ่งเรียกว่า วิจาร เหมือนอารมณ์แห่งจิตคนสามัญ แต่ไม่ประกอบด้วยกิเลสกามและอกุศลธรรม ซ้ํามี ปีติ คือความ อิ่มใจ และ สุข คือความสบายใจอันเกิดจากวิเวก คือความเงียบ กับประกอบด้วยจิตมีอารมณ์ เป็นหนึ่งลงไป ซึ่งเรียกว่า เอกัคคตา
๒. ทุติยฌาน มีองค์ ๓ คือละวิตกและวิจารได้ คงอยู่แต่ปีติและสุขอันเกิดจาก สมาธิ กับเอกัคคตา
๓. ตติยฌาน มีองค์ ๒ คือละปีติเสียได้ คงอยู่แต่สุขกับเอกัคคตา
๔. จตุตถฌาน มีองค์ ๒ เหมือนกัน คือละสุขเสียได้ กลายเป็นอุเบกขา คือเฉยๆ กับเอกัคคตา
คุณอย่างยิ่งยวดของมนุษย์อีกระดับหนึ่ง คือจิตอันบริสุทธิ์จากกิเลส หรือจิต อันปราศจากอารมณ์เครื่องเศร้าหมองใจ ก็ความบริสุทธิ์แห่งจิตนี้ ทําได้เป็นพักๆ ก็มี เช่น ดับความโกรธได้แล้ว ภายหลังความโกรธกลับเกิดขึ้นอีก เพราะมีเหตุอันมากระทบกระทั่งเข้า และทําได้อย่างยั่งยืนก็มี คือละกิเลสอย่างใดขาดแล้ว กิเลสอย่างนั้นก็ขาดไปทีเดียว ไม่เกิด ขึ้นอีก ความบริสุทธิ์ยั่งยืนนี้ ได้รับการกล่าวยกย่องอย่างสูงว่าเป็น โลกุตตรธรรม แปลว่า คุณล่วงโลกขึ้นไป คือพ้นวิสัยของสัตวโลก
โลกุตตรธรรม ท่านแบ่งเป็นมรรค ๔ และผล ๔ กับพระนิพพาน ๑ รวมเป็น ๔ อย่าง ผู้ปรารถนาจะเข้าใจ พึ่งรู้จักสังโยชน์ (กิเลสอันผูกใจสัตว์) ๑๐ ประการก่อน โดย ๕ ประการแรกเป็นสังโยชน์เบื้องต่ํา เรียกว่า โอรัมภาคิยะ อีก ๕ ประการต่อมาเป็นสังโยชน์ เบื้องสูง เรียกว่า อุทธัมภาคิยะ มีดังนี้
๑. สักกายทิฏฐิ ความเห็นเป็นเหตุถือตัวถือตน
๒. วิจิกิจฉา ความลังเลเป็นเหตุไม่แน่ใจในปฏิปทาเครื่องดําเนินของตน
๓. สีลัพพตปรามาส ความเชื่อถือว่า โลกุตตรธรรมจะมีได้ด้วยศีลหรือพรตอย่างนั้นอย่างนี้ เกินธรรมดาวิสัย
๔. กามราคะ ความกําหนัดด้วยอํานาจกิเลสกาม เรียกเพียงราคะก็มี
๕. ปฏิฆะ ความกระทบกระทั่งแห่งจิต ด้วยอํานาจโทสะ เรียกเพียงโทสะก็มี
๖. รูปราคะ ความติดใจในรูปธรรม เช่นชอบใจในบุคคล หรือในวัตถุบางอย่าง
๗. อรูปราคะ ความติดใจในอรูปธรรม เช่นพอใจในสุขเวทนา
๘. มานะ ความสําคัญตัวว่า เป็นนั่นเป็นนี่
๙. อุทธัจจะ ความคิดพล่าน เช่นนึกอะไรก็เพลินเกินไป
๑๐. อวิชชา ความหลงอันเป็นเหตุไม่รู้จริง
ญาณ คือความรู้เป็นเหตุให้ละสังโยชน์เหล่านี้เด็ดขาด ซึ่งความรู้ดังกล่าวนี้มี ๔ ประเภท เรียกว่า มรรค โดยจําแนกตามอํานาจการกําจัดสังโยชน์ ดังนี้
๑.โสดาปัตติมรรค เป็นเหตุละสังโยชน์ได้ ๓ อย่าง คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส
๒. สกทาคามิมรรค เป็นเหตุละสังโยชน์ ๓ ข้อต้นนั้นคือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส และทําราคะ โทสะ โมหะ ให้เบาบางลง
๓. อนาคามิมรรคเป็นเหตุละสังโยชน์เบื้องต่ําทั้ง ๕ อย่างหรือละโอรัมภาคิยสังโยชน์
๔. อรหัตตมรรค เป็นเหตุละสังโยชน์ได้ทั้ง ๑๐ อย่าง
ท่านผู้เป็นพระโสดาบันไม่ทํากาเมสุมิจฉาจาร และไม่จองเวรแก่ผู้อื่น แต่ยังมีภรรยา สามีตามประเพณีโลกได้ และยังมีความโกรธผู้อื่น ส่วนพระสกทาคามีที่ทําราคะโทสะให้ เบาลงนั้น แปลว่า ยังมี ไม่ปราศจากอย่างสิ้นเชิง ฝ่ายพระอนาคามีกําจัดราคะโทสะได้สิ้นเชิง แปลว่า ท่านผู้เป็นพระอนาคามี เป็นโสดไม่มีคู่ไม่ผูกสมัครรักใคร่ในทางกาม ไม่โกรธขึงใคร ส่วน โมหะนั้นจะขาดก็เพราะอรหัตตมรรคเท่านั้น
ส่วนผล ๔ จะเกิดสืบเนื่องมาแต่มรรค เสวยกําไรที่มรรคได้ทําไว้ โดยมีชื่อตามมรรค คือ โสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล และ อรหัตตผล
สภาวะอันเกิดจากการดับกิเลสได้สิ้นเชิงด้วยอรหัตตมรรค โดยไม่มีอะไรเป็นเชื้อ เหลืออยู่ เรียกว่า นิพพาน พระอริยเจ้าผู้ได้บรรลุพระอรหัตตผลแล้วเรียกว่า พระอรหันต์
คําว่า กล่าวอวดน้อมเข้ามาในตนนั้น คืออวดจังๆ ว่า ข้าพเจ้าได้ข้าพเข้าถึงธรรมใน ฌานหรือโลกุตตรธรรม อย่างใดอย่างหนึ่ง มาแต่ครั้งนั้นครั้งนี้ เมื่อผู้ที่ภิกษุจงใจจะอวดเข้าใจ ความแห่งคําพูด ว่าผู้พูดพูดด้วยประสงค์อย่างไร ซึ่งจะเป็นปาราชิกเพราะไม่มีจริง แม้พูด อวดไม่เจาะจง หรือจะพึงกล่าวว่าเจาะจงคนมาก คนเหล่านั้น แม้ผู้หนึ่งเข้าใจ ก็เป็นปาราชิก เหมือนกัน เขาเชื่อหรือไม่เชื่อ ไม่เป็นประมาณ ถ้าเขาไม่เข้าใจความแห่งคําที่พูด เช่นเป็นคน พูดต่างภาษากัน พูดฟังกันไม่เข้าใจ ลักษณะเช่นนี้เป็นถุลลัจจัย ภิกษุพูดอวดอุตตริมนุสสธรรม โดยอ้อม อาทิ อ้างลักษณะแห่งรูปพรรณก็ดี อ้างบริขารบาตรจีวรก็ดี อ้างที่อยู่ที่อาศัยก็ดี อ้างอื่นๆ อีกก็ดี เช่นกล่าวว่าภิกษุมีรูปร่างผิวพรรณเช่นนั้น ใช้บาตรจีวรเช่นนั้น อยู่ในตําบล ชื่อนั้น สุดแต่จะนําความเข้าใจของเขามาสู่ตนได้เพียงไร เมื่อเขาเข้าใจ เป็นถุลลัจจัย เมื่อเขาไม่ เข้าใจ เป็นทุกกฏ
อาบัติในสิกขาบทนี้ เป็นสจิตตกะ เพราะเหตุนั้น จะไม่เป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้พูด ด้วยสําคัญว่าได้บรรลุหรือภิกษุผู้ไม่ประสงค์จะอวดอ้าง เช่นอ่านสิกขาบทกล่าวถึงคําที่อวดอ้าง นั้นว่ามีอย่างไร เป็นต้น