พระวินัย

พระวินัย

ศีล ๒๒๗ ข้อ หนังสือปาฏิโมกขสังวรศีล (รู้จักพระวินัย รู้จักพระ รู้จักอลัชชี)

       พระวินัย ๒๒๗ สิกขาบทของภิกษุเปรียบเสมือนรั้วลวดหนามอันแหลมคมสองข้างทาง ที่คอยประกบขนาบภิกษุไว้ เพื่อกันไม่ให้ภิกษุเดินออกนอกลู่นอกทาง ทั้งยังเป็นเครื่องป้องกันภัยที่มาจากภายนอกหนทางด้วย ซึ่งรั้วพระวินัยนี้จะมีปรากฎเฉพาะตนขึ้นมาพร้อมกับความเป็นภิกษุของแต่ละรูปแต่ละบุคคล อันเป็นเหตุให้ภิกษุทุกรูปทุกนามต้องสังวรระมัดระวังไปจนกว่าตนเองจะลาสิกขาหรือมรณภาพลง หากเมื่อใด ภิกษุพลังพลาดเดินชนรั้วพระวินัยจนบาดเจ็บคือประพฤติผิดศีล หรือถึงกับต้องออกนอกรั้วนอกทางจากความเป็นภิกษุไป เช่นนี้ ภิกษุจะกล่าวอ้างแก้ตัวเอาว่า มองไม่เห็นรั้วพระวินัยหรือไม่เข้าใจในพระวินัยไม่ได้ จึงจำเป็นอยู่เอง ที่เหล่าภิกษุจะต้องศึกษาทำความเข้าใจในพระวินัยทั้ง ๒๒๗ สิกขาบทนี้ให้จงดี

       ในปัจจุบัน หนังสือพระวินัยนอกจากพระไตรปิฎก ที่เหล่าภิกษุควรต้องศึกษาทำความเข้าใจเบื้องต้นกันก่อน มีด้วยกัน ๔ เล่ม คือหนังสือบุบพสิกขาวรรณา ซึ่งรจนาโดยพระอมราภิรักขิต (อมโร เกิด) และหนังสือวินัยมุข เล่ม ๑ ถึงเล่ม ๓ ซึ่งรจนาโดยสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิญาณวโรรส หากแต่ข้าพเจ้าได้พบเห็นว่า เพื่อนภิกษุสหรรมิกทั้งผู้เก่าผู้ใหม่ในพระธรรมวินัยนี้ กลับให้ความสนใจกับหนังสือดังกล่าวน้อยลง อาจเป็นเพราะภาษาเขียนที่รจนาในหนังสือดังกล่าวเป็น ภาษาสมัยรัชกาลที่ ๔ – ๕ ไม่ใช่ภาษาร่วมสมัยกับผู้อ่าน จึงทำให้ผู้ใหม่ในพระศาสนาในยุคปัจจุบันทำความข้าใจได้ยาก จะต้องพยายามถาม พยายามอ่านทบทวนทำความเข้าใจมากกว่าปกติมาก และต้องอาศัยคำอธิบายจากครูบาอาจารย์หรือผู้รู้เพิ่มเติม จึงจะรู้ตามได้

       ข้าพเจ้าได้ตั้งใจเรียบเรียงรวบรวมเนื้อหาของพระวินัยที่คิดว่าภิกษุทั้งหลายจำต้องรู้ จำต้องเข้าใจ มาจากหนังสือบุบพสิกขาวรรณนาและจากหนังสือวินัยมุขป็นสำคัญ ทั้งเพิ่มส่วนที่เป็นนิทานต้นบัญญัติหรือที่มาของบัญญัติจากพระไตรปิฎกเข้าให้สมบูรณ์ขึ้น เพื่อหวังให้ภิกษุในยุคแห่งเราได้เข้าใจกรอบของพระวินัยให้กระจ่างชัด อันจะเป็นประโยชไม่ให้ใจ เกิดความเศร้าหมองวิตกในการปฏิบัติของตน โดยผ่านการปรับแต่งภาษาเขียนใหม่ให้เป็นภาษาร่วมสมัย หากแต่ในบางส่วนก็ยังคงเค้าของภาษาเดิมอยู่ เพราะเข้าใจว่าผู้อ่านก็รู้ความหมายของคำนั้นทั้งยังคิดว่าคำนั้นก็ป็นภาษาร่วมสมัยนี้เช่นกัน ส่วนการเรียงลำดับเนื้อหา ได้ยึดตามโครงสร้างของหนังสือวินัยมุขเป็นสำคัญ

       ผู้อ่านหลายท่านอาจคิดว่ากาลแห่งพุทธศาสนาผ่านเลยมาถึง พุทธศักราช ๒๕๕๕ นี้แล้ว จนทำใจยอมรับว่า การประพฤติปฏิบัติของภิกษุย่อมมีความผิดแผกแตกต่างกันบ้างตามยุคตามสมัย และอาจดูเหมือน จะไม่มีภิกษุผู้ประพฤติตามให้ถูกต้องตามเค้าเดิมที่มีอยู่ในตำรับตำราเสียแล้ว แต่ครูบาอาจารย์ในยุคปัจจุบัน ที่นำพาศิษยานุศิษย์ประพฤติปฏิบัติให้ถูกตามพระธรรมวินัยนี้ และที่ผู้อ่านสามารถนำมาเทียบเคียงกับ ข้อวัตรการปฏิบัติในตำราได้อย่างดียังมีอยู่อีกมากท่าน อีกทั้งทำให้ผู้รู้ ผู้พบเห็นเกิดศรัทธในข้อวัตรปฏิปทา และมั่นใจต่ออายุกาลของพระพุทธศาสนาว่าจะดำเนินไปตามพุทธทำนายได้ เสาหลักในฝ่ายธรรมยุติกนิกาย อาทิ พระธรรมวิสุทธิมงคล (บัว ญาณสมปนโน, ๑๒ ส.ค. ๒๔๕๖ – ๓๐ ม.ค. ๒๕๕๔) แห่งวัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี และเสาหลักในฝ่ายมหานิกาย อาทิ พระโพธิญาณเถร (ชา สุภทโท, ๑๗ มิ.ย. ๒๔๖๑ – ๑๖ ม.ค. ๒๕๓๕) แห่งวัดหนองป่าพง อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี ซึ่งพร้อมที่จะให้ผู้ตั้งใจใฝ่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามธรรมไปพิสูจน์ เรียนรู้ นำไปเป็นแง่คิดให้เกิดประโยชน์กับตนได้ตลอดเวลาจากครูบาอาจารย์ที่เป็นศิษย์ของแต่ละท่าน

       ข้าพเจ้าจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า “ปาฏิโมกขสังวรศีล” เล่มนี้จะง่ายต่อการทำความเข้าใจในพระวินัยได้และเป็นประโยชน์ต่อผู้สนใจ ต่ออุบาสกอุบาสิก ต่อผู้ที่จะอุปสมบท ต่อภิกษุสามเณร และอย่างที่สุด คือต่อพระพุทธศาสนาต่อไป หากความหมายของเนื้อหาใดที่เรียบเรียงมานี้ คลาดเคลื่อน หรือเป็นเหตุให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนจากจุดมุ่งหมายเดิมแห่งพระวินัย และพระไตรปิฎก ข้าพเจ้าไม่มีเจตนาล่วงเกินทำให้เกิดขึ้นแม้แต่น้อย จึงหวังผู้รู้ได้ตักเตือนโดยอาศัยความเมตตาธรรมด้วย จักเป็นพระคุณยิ่ง

       บุญกุศลใดที่จะบังเกิดขึ้นจากการจัดทำหนังสือนี้ ข้าพเจ้าและผู้ร่วมจัดพิมพ์ทุกท่าน ขออุทิศถวายแด่พระรัตนตรัย พ่อแม่ ครูอาจารย์ ญาติพี่น้อง และผู้มีพระคุณทุกท่าน พร้อมสรรพสัตว์ในวัฏฎสงสารทั้งมวล อันเป็นไปเพื่อให้เรา ให้ทุกท่าน ให้ทุกสรรพสัตว์ทุกตัวตน ปฏิบัติตนดำเนินสู่ความพ้นทุกข์ด้วยเทอญ.

คำนำโดย ผู้รวบรวมและเรียบเรียงหนังสือปาฏิโมกขสังวลศีล ก. นราธโร 

บทนำ

       เนื่องด้วยคนเรามีอัธยาศัยนิสัยใจคอที่แตกต่างกัน และมีกําลังไม่เท่ากัน ผู้มีอัธยาศัยหยาบและมีกําลังมาก อาจจะข่มเหงคนที่สุภาพหรือคนที่มีกําลังน้อยได้ ซึ่งจะทําให้การอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขเป็นเรื่องยาก ดังนั้นจึงมีการกําหนดกฎหมาย ขึ้นมาเพื่อห้ามปรามไม่ให้คนประพฤติผิด พร้อมทั้งกําหนดบทลงโทษแก่ผู้ล่วงละเมิด ไว้ด้วย นอกจากนี้ ในหมู่ชนหนึ่งๆ ก็ยังมีธรรมเนียมเฉพาะสําหรับประพฤติปฏิบัติเพิ่ม ขึ้นอีก ดังเช่นในสกุลผู้ดีก็มีธรรมเนียมสําหรับคนในสกุลผู้ดี แม้ในหมู่ภิกษุเองก็จําต้อง มีกฎหมายและขนบธรรมเนียม หรือพระวินัย เพื่อใช้เป็นแนวปฏิบัติที่ป้องกันไม่ให้เกิด ความเสียหายและเพื่อชักจูงให้ภิกษุมีความประพฤติที่ดีงามเช่นเดียวกัน

พระวินัย

       พระพุทธเจ้า พระองค์ผู้เป็นพระธรรมราชา และเป็นสังฆบิดรแห่งภิกษุสงฆ์ พระองค์ จึงทรงตั้ง พระพุทธบัญญัติ เพื่อป้องกันความประพฤติที่จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่สงฆ์ และกําหนดโทษแก่ภิกษุผู้ล่วงละเมิด ด้วยการปรับอาบัติหนักบ้างเบาบ้าง เช่นเดียวกันกับ พระเจ้าแผ่นดินทรงตั้งพระราชบัญญัตินั่นเอง นอกจากนี้พระศาสดายังทรงตั้งขนบธรรมเนียม ซึ่งเรียกว่า อภิสมาจาร เพื่อชักนําให้ภิกษุสงฆ์มีความประพฤติที่ดีงาม ดุจเดียวกับบิดาผู้เป็น ใหญ่ในสกุล พึงฝึกปรือบุตรของตนตามขนบธรรมเนียมของสกุล ฉะนั้น พระพุทธบัญญัติ และอภิสมาจาร รวมเรียกว่า พระวินัย ซึ่งจะประคองรักษาหมู่สงฆ์ให้ตั้งอยู่ เปรียบดังด้าย ร้อยดอกไม้ ที่คอยควบคุมดอกไม้ไว้ไม่ให้กระจัดกระจาย

       คนที่บวชเป็นภิกษุนั้นมาจากสกุลต่างๆ อันมีพื้นฐานการอบรม และนิสัยใจคอที่ ต่างกัน หากไม่มีพระวินัย หรือไม่ประพฤติตามพระวินัย ก็จะเป็นหมู่ภิกษุที่เลวทรามไม่เป็น ที่ตั้งแห่งศรัทธาและเลื่อมใส เหมือนดอกไม้ที่ต่างพรรณถูกเก็บคละกันมาในภาชนะเดียวกัน ถึงแม้บางดอกจะมีสี มีสัณฐานอันงาม หรือมีกลิ่นหอมก็ตาม ย่อมเป็นของไม่น่าดูไม่น่าชมเลย แต่ถ้าภิกษุต่างรูปต่างประพฤติตามพระวินัย ก็จะเป็นหมู่ภิกษุที่ดี เป็นที่ตั้งแห่งศรัทธาและ เลื่อมใส เฉกเช่นนายช่างผู้ฉลาดบรรจงจัดดอกไม้วางไว้บนพานให้เข้าระเบียบ ย่อมเป็นของ น่าดูน่าชม แม้แต่ดอกไม้ที่ไม่งาม ก็ยังพลอยเป็นของได้ระเบียบและทําเป็นของงามได้อีกด้วย

สิกขาบท

       มูลเหตุแห่งการบัญญัติพระวินัยนั้น พระศาสดามิได้ทรงกําหนดไว้ล่วงหน้า แต่มีมา โดยลําดับตามเหตุที่เกิดขึ้น อันเรียกว่า นิทานต้นบัญญัติ โดยเมื่อใดมีความเสียหายเกิดขึ้น จากภิกษุรูปใดรูปหนึ่งที่กระทําอย่างใดอย่างหนึ่งลง เมื่อนั้นพระองค์จึงทรงบัญญัติสิกขาบท เพื่อห้ามความประพฤติเช่นนั้นเป็นอย่างๆ ไป เช่น พระธนิยะถือเอาพระวาจาของพระเจ้า พิมพิสาร ซึ่งเปล่งตามพระราชประเพณี เมื่อครั้งราชาภิเษกว่า “หญ้า ไม้ และน้ํา เราให้แก่ พวกสมณพราหมณ์” ดังนี้นําไปเป็นเลศ โดยถือเอาไม้หลวงไปทํากุฎี โดยอ้างว่าได้รับ พระราชทานไว้แล้ว เมื่อเกิดเหตุเช่นนี้ พระศาสดาจึงทรงตั้งพระบัญญัติห้ามลักทรัพย์ขึ้น แม้ การตั้งขนบธรรมเนียมหรืออภิสมาจารก็ทรงวางไว้โดยนัยนี้เช่นกัน

       ครั้นตั้งพระบัญญัติขึ้นแล้ว แต่ยังไม่เหมาะด้วยประการใดประการหนึ่ง คือยังหลวม อยู่ ไม่พอจะห้ามความเสียหายนั้นได้ขาด ก็ทรงบัญญัติซ้ํารัดเข้าอีก เช่นทรงตั้งพระบัญญัติ ห้ามล้างผลาญชีวิตมนุษย์แล้ว พระองค์ยังทรงบัญญัติห้ามตลอดถึงพรรณนาคุณแห่ง ความตายหรือทําให้เขาฆ่าตัวเองตาย หรือแม้หากทรงบัญญัติตึงเกินไป ก็ทรงบัญญัติผ่อนให้เบาลง เช่นทรงตั้งพระบัญญัติห้ามไม่ให้อวดอุตตริมนุสสธรรมอันไม่มีจริง ข้อนี้กินความ กว้างไปถึงการอวดด้วยสําคัญว่าได้บรรลุ แต่เป็นคุณที่ไม่มีจริง จึงทรงบัญญัติให้ยกเว้นผู้พูด เพราะสําคัญผิด และแม้พระบัญญัติที่ทรงตั้งไว้แล้ว แต่ทําให้ไม่ได้รับความสะดวกก็ไม่ทรงถอน เสียทีเดียว คงเพิ่มหรือดัดแปลงบ้างก็มี

       ข้อบัญญัติที่พระองค์ทรงตั้งเริ่มต้น เรียกว่า มูลบัญญัติ ข้อบัญญัติที่ทรงตั้งเพิ่มเติม ภายหลัง เรียกว่า อนุบัญญัติ รวมมูลบัญญัติและอนุบัญญัติเข้าด้วยกัน เรียกว่า สิกขาบท ดังนั้นสิกขาบทข้อหนึ่งๆ อาจมีหลายอนุบัญญัติก็ได้ เช่นสิกขาบทปรารภคณะโภชน์ คือรับนิมนต์ ออกชื่อของกินแล้วรวมกันฉันเป็นหมู่ ก็ทรงผ่อนให้ตามคราว เช่นในคราวเจ็บป่วย ในคราวทํา จีวร ในคราวเดินทาง ในคราวอัตคัด หรือในคราวนิมนต์ของพวกสมณะด้วยกัน เป็นต้น

       เมื่อเกิดเหตุขึ้นแล้ว จึงมีการตั้งพระบัญญัติ โดยพระองค์จะตรัสสั่งให้ประชุมสงฆ์และ ตรัสถามภิกษุผู้ก่อเหตุให้ยอมรับ แล้วทรงชี้โทษแห่งการประพฤติเช่นนั้น และตรัสถึงอานิสงส์ แห่งความสํารวม แล้วจึงทรงตั้งพระบัญญัติห้ามเพื่อไม่ให้ภิกษุทําอย่างนั้นอีกต่อไป โดยวางโทษ ให้ปรับอาบัติไว้หนักบ้าง เบาบ้าง แล้วแต่กรณี

อาบัติ

       อาบัติ คือกิริยาที่ล่วงละเมิดสิกขาบท และต้องได้รับโทษต่อตน กล่าวโดยชื่ออาบัติ มี ๒ อย่าง คือปาราชิก สังฆาทิเสส ถุลลัจจัย ปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนีย์ ทุกกฏ และทุพภาสิต กล่าวโดยโทษมี ๓ สถานคือ

       ๑. อาบัติอย่างหนัก ทําให้ภิกษุผู้ต้องอาบัตินั้นขาดจากความเป็นภิกษุ อันหมายถึง อาบัติปาราชิก ซึ่งเป็นอาบัติที่แก้ไขไม่ได้ เรียกว่า อเตกิจฉา

       ๒. อาบัติอย่างกลาง ทําให้ภิกษุผู้ต้องอาบัตินั้นต้องอยู่กรรม โดยประพฤติวัตร อย่างหนึ่งเพื่อทรมานตน อันหมายถึงอาบัติสังฆาทิเสส

       ๓. อาบัติอย่างเบา ทําให้ภิกษุผู้ต้องอาบัตินั้นต้องประจานตนต่อหน้าภิกษุด้วยกัน แล้วจึงจะพ้นโทษนั้นได้ อันได้แก่อาบัติถุลลัจจัย ปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนีย์ ทุกกฏ และทุพภาสิต โดยอาบัติอย่างกลางและอย่างเบานั้น เป็นอาบัติที่ยังแก้ไขได้ เรียกว่า สเตกิจฉา

       อาบัตินั้นไม่เกิดโดยลําพังจิตอย่างเดียว คือเป็นแต่เพียงนึกว่าจะทํา ยังไม่ชื่อว่า ล่วงสิกขาบท และยังไม่ชื่อว่าเป็นการพยายามเพื่อจะล่วงสิกขาบท แต่อาบัติจะเกิดจากทาง กายบ้างก็มี ทางวาจาบ้างก็มี มีจิตเข้าประกอบด้วยบ้างก็มี เช่นเป็นปาจิตตีย์เพราะดื่มน้ำเมา แม้ไม่มีความตั้งใจ ไม่รู้ว่าเป็นน้ำเมา ดื่มเข้าไปก็ต้องอาบัติ นี้เป็นอาบัติที่เกิดโดยลําพังกาย หรือเป็นปาจิตตีย์เพราะสอนธรรมแก่สามเณรโดยกล่าวพร้อมกัน แม้จะระวัง แต่พลาดพลั้งกล่าว พร้อมกันเข้า นี้เป็นอาบัติที่เกิดโดยลําพังวาจา หรือเป็นปาราชิกเพราะทําโจรกรรมด้วยตนเอง นี้เป็นอาบัติที่เกิดโดยทางกายกับจิต หรือเป็นปาราชิกเพราะสั่งให้เขาทําโจรกรรมด้วยวาจา นี้เป็นอาบัติที่เกิดโดยทางวาจากับจิต

       โดยนัยนี้ ได้สมุฏฐานคือทางที่เกิดอาบัติโดยตรงเป็น ๖ ทาง คือ
       ๑. อาบัติที่เกิดโดยลําพังจากกาย
       ๒. อาบัติที่เกิดโดยลําพังจากวาจา
       ๓. อาบัติที่เกิดจากกายกับจิต
       ๔. อาบัติที่เกิดจากวาจากับจิต
       ๕. อาบัติที่เกิดจากกายกับวาจา
       ๖. อาบัติที่เกิดจากทั้งกาย วาจา และจิต

       ในอรรถกถา (คัมภีร์ที่อธิบายขยายความพระไตรปิฎก) แสดงสมุฏฐานแห่งอาบัติไว้ มากออกไปเป็น ๑๓ ทาง โดยนับแยกอาบัติซึ่งเกิดจากสมุฏฐานเดียวบ้าง หลายสมุฏฐานบ้าง ผู้ต้องการทราบโดยละเอียด สามารถศึกษาเพิ่มเติมในหนังสือบุพสิกขาวรรณนานั้นเถิด

ลําดับชั้นหลักฐานของประเภทคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา ฝ่ายเถรวาท

       ๑. พระไตรปิฎก (บาลี) เป็นคัมภีร์ที่บันทึกพระพุทธพจน์ไว้ นับว่าเป็นคัมภีร์สําคัญ และเป็นหลักฐานสําคัญสูงสุดทางพระพุทธศาสนา เป็นหลักฐานชั้นที่ ๑ โดยมีเนื้อหาแบ่งออก เป็น ๓ ส่วน คือ พระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก และพระธรรมปิฎก

๒. คัมภีร์ระดับอรรถกถา (วัณณนา) เป็นคัมภีร์ที่อธิบายขยายความพระไตรปิฎก เป็นหลักฐานชั้นที่ ๒

๓. คัมภีร์ระดับฎีกา (มูลฎีกา) เป็นคัมภีร์ที่อธิบายขยายความอรรถกถา เป็น หลักฐานชั้นที่ ๓

๔. คัมภีร์ระดับอนฎีกา หมายถึง เป็นคัมภีร์ที่อธิบายขยายความมูลฎีกา เป็น หลักฐานชั้นที่ ๔

เจตนา-ไม่เจตนา

       ถ้าเพ่งเอาเจตนาเป็นที่ตั้ง อาบัติจัดเป็น ๒ ประเภท คือประเภทที่เกิดขึ้นโดยสมุฏฐาน มีเจตนาประกอบ เรียก สจิตตกะ และประเภทที่เกิดขึ้นโดยสมุฏฐานที่ไม่มีเจตนาประกอบ เรียก อจิตตกะ นี้เป็นกระทู้สําคัญที่ควรใส่ใจเพื่อให้รู้จักอาบัติ ถ้านึกถึงกฎหมายสําหรับบ้านเมืองเข้า เทียบ ก็จะเห็นว่า การลงโทษแก่ผู้ทําผิดเพราะไม่มีเจตนาย่อมมีเหมือนกัน เพราะทําลงไปแล้ว ย่อมมีความเสียหายด้วยเช่นกัน

       ทางที่จะรู้ว่าอาบัติเป็นสจิตตกะหรืออจิตตกะนั้น ให้สังเกตที่รูปความหรือโวหาร ในสิกขาบทนั้น เช่นหากคําว่า “แกล้ง” หรือคําว่า “รู้อยู่” มีในสิกขาบทใด อาบัติเพราะล่วง สิกขาบทนั้น เป็นสจิตตกะ เช่นสํานวนแห่งสิกขาบทหนึ่งกล่าวว่า “ภิกษุใด แกล้งก่อความ รําคาญแก่ภิกษุอื่นด้วยคิดว่า ด้วยอุบายนี้ความไม่ผาสุกจักมีแก่เธอแม้ครู่หนึ่ง ต้องปาจิตตีย์” อีกสิกขาบทหนึ่งกล่าวว่า “ภิกษุใดรู้อยู่ชักชวนแล้วเดินทางกับพวกพ่อค้าเกวียนผู้ลักลอบภาษี โดยที่สุดแม้สิ้นระยะบ้านหนึ่ง ต้องปาจิตตีย์” ดังนี้ เป็นสจิตตกะ

       บางสิกขาบทไม่มีคําเช่นนั้น รูปความมีการบ่งบอกชัด เช่นนี้ก็จะระบุประเภทของ สิกขาบทได้ สํานวนแห่งสิกขาบทหนึ่งกล่าวว่า “เป็นปาจิตตีย์ เพราะกล่าวเสียดแทง” รูปความ บ่งว่า มีความจงใจจึงกล่าวเสียดแทง เช่นนี้เป็นสจิตตกะ สํานวนแห่งสิกขาบทหนึ่งกล่าวว่า “เป็นปาจิตตีย์ เพราะดื่มน้ําเมา” ดังนี้ รูปความไม่ได้บ่งถึงเจตนา เช่นนี้เป็นอจิตตกะ การ สันนิษฐานตามโวหารเช่นนี้ ถ้าถ้อยคําแห่งสิกขาบทตกหล่นมาแต่เดิมก็ดี จดจําพลาดไปใน ระหว่างกาลก็ดี การสันนิษฐานนั้นก็อาจจะชี้บ่งผิดไปก็ได้ว่าเป็นอจิตตกะหรือสจิตตกะกันแน่

       ความผิดของคน ใช่ว่าจะมีเพราะกระทําเท่านั้นก็หาไม่ บางทีอาจมีเพราะไม่กระทํา ก็ได้ เช่นถูกเกณฑ์ไปทัพ แต่ไม่ไป เห็นของที่เขาลืมไว้ในที่อยู่ของตน แล้วไม่เก็บไว้ให้เจ้าของเขา เป็นต้น

       อาบัติที่เป็นโทษทางโลก กล่าวคือการกระทําใดที่คนทั่วไปอันไม่ใช่ภิกษุ กระทําเข้า ก็เป็นความผิดความเสีย เช่นทําโจรกรรม หรือฆ่ามนุษย์ ตลอดลงมาถึงโทษที่เบา เช่นทุบตีกัน ด่ากัน อาบัติลักษณะเช่นว่านี้เรียกว่า โลกวัชชะ ส่วนอาบัติที่คนทั่วไปกระทําเข้า ไม่จัดว่าเป็น ความผิดความเสีย เป็นความผิดเฉพาะแก่ภิกษุที่ละเมิดพระบัญญัติ เช่นขุดดินหรือฉันอาหารใน เวลาวิกาล เป็นต้น อย่างนี้คนทั่วไปทํา ไม่มีความผิดความเสีย เรียกว่า ปัณณัตติวัชชะ อธิบาย ที่ว่ามานี้ตามมติของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ส่วนในอรรถกถา พระวินัยพรรณนาไว้ว่า อาบัติที่เป็นโลกวัชชะนั้น ได้แก่อาบัติที่เกิดขึ้นในเวลามีจิตเป็นอกุศล โดยยกตัวอย่างเช่นการดื่มสุรา ส่วนอาบัติที่เป็นปัณณัตติวัชชะนั้น ได้แก่อาบัติที่เกิดขึ้นในเวลา มีจิตเป็นกุศล มิได้ยกตัวอย่างขึ้นไว้ แต่พึ่งเห็นเช่นเก็บดอกไม้เพื่อจะบูชาพระ

       อาบัติที่เป็นโลกวัชชะ ถ้าล่วงเข้าแล้วจะทําให้เกิดความเสียหายขึ้นมาก ส่วนอาบัติ ที่เป็นปัณณัตติวัชชะนั้น ข้อใดที่ภิกษุยังถือกวดขัน เมื่อล่วงอาบัติเหล่านั้นเข้าย่อมมีความ เสียหายได้มากเหมือนกัน แต่กระนั้น อาบัติใดก็ตามแม้เพียงเล็กน้อยก็ย่อมทําความเสียหาย แก่ผู้ล่วงได้มากเช่นกัน ถึงจะทําคืนแล้วความเสียหายนั้นก็ยังปรากฏอยู่เหมือนเดิมดั่งมีแผลเป็น ฉะนั้น

อาการแห่งอาบัติ

อาการของภิกษุที่เป็นเหตุให้ต้องอาบัติมี ๖ อาการ คือ

       ๑. ต้องด้วยไม่ละอาย คือภิกษุรู้อยู่ แล้วละเมิดพระบัญญัติ เพราะใจด้าน ไม่ละอาย

       ๒. ต้องด้วยไม่รู้ คือภิกษุไม่รู้ว่าการทําอย่างนั้นมีพระบัญญัติห้ามไว้ และทําล่วง พระบัญญัติ

       ๓. ต้องด้วยสงสัยแล้วขืนทํา คือภิกษุสงสัยอยู่ว่าการทําอย่างนั้น ผิดพระบัญญัติ หรือไม่หนอ แต่ขึ้นทําด้วยความสะเพร่า ถ้าการกระทํานั้นผิดพระบัญญัติ ก็ต้องอาบัติตามวัตถุ (ปาราชิก สังฆาทิเสส … ) ถ้าไม่ผิดก็ต้องทุกกฏ เพราะสงสัยแล้วขึ้นทํา

       ๔. ต้องด้วยสําคัญว่าควรในของไม่ควร ทําในของไม่ควรทํา เช่น เนื้อสัตว์ที่ทรงห้าม ใช้เป็นอาหาร เป็นของต้องห้ามไม่ให้ฉัน ภิกษุสําคัญว่าควร แล้วฉัน เป็นต้น

       ๕. ต้องด้วยสําคัญว่าไม่ควรในของควร ไม่ทําในของที่ควรทํา เช่น เนื้อสัตว์ที่ทรง อนุญาตให้ใช้เป็นอาหาร เป็นของควร ภิกษุสําคัญว่าเป็นมังสะต้องห้าม แต่ขึ้นฉันเข้า เป็นต้น

       ๖. ต้องด้วยลืมสติ เช่น น้ําผึ้ง จัดว่าเป็นเภสัชอย่างหนึ่ง ประเคนแล้ว เก็บไว้ฉันได้ ภายใน ๗ วัน ภิกษุนับจํานวนวันพลาดปล่อยให้ล่วงกําหนดนั้นไป แล้วฉัน เป็นต้น

       หากจะมีคําถามแทรกเข้ามาว่า ปรับอาบัติแก่ภิกษุผู้ละเมิดพระบัญญัติ ด้วยไม่ละอาย หรือแม้ด้วยสงสัยแล้วขึ้นทํา ก็ชอบอยู่ ฝ่ายภิกษุผู้ล่วงอาบัติด้วยไม่รู้ ด้วยสําคัญผิดไป ด้วยลืม สติ ควรได้รับความปรานี้ไม่ใช่หรือ มีคําแก้ว่า ก็น่าจะเป็นเช่นนั้น แต่จงลองนึกถึงกฎหมาย ของบ้านเมืองดู ถ้ามีการยกเว้นให้แก่คนไม่รู้ ก็คงมีผู้สนใจกฎหมายน้อย และอาจเป็นแนวทาง ที่คนเหล่านั้นจะใช้เป็นข้ออ้างแก้ตัวได้ นี้ฉันใด พระวินัยก็ฉันนั้น ภิกษุผู้มาใหม่ต้องสนใจรู้ พระบัญญัติ จะได้มีความระมัดระวังไม่พลั้งเผลอ การมีความรู้และมีสติ ย่อมเป็นเหตุเจริญใน พระศาสนา ทั้งจะได้เป็นเครื่องมือสกัดกั้นภิกษุอลัชชี (ภิกษุผู้ไม่มีความละอาย) ไม่ให้ได้ช่อง แก้ตัว ดังนั้น ข้อไม่ควรยกเว้น จึงไม่ทรงยกเว้น ส่วนข้อที่ควรยกเว้น ก็ทรงยกเว้น เช่นธรรมเนียมการนุ่งห่มผ้า ผู้เข้ามาบวชใหม่ยังห่มผ้าไม่เป็นก็ยังไม่ถูกปรับอาบัติ ถ้ายังมุ่งว่าจะสําเหนียก เพื่อห่มผ้าให้เป็นโดยไม่ทอดธุระ

       อาบัติที่ต้องด้วย ๖ อาการนี้ อย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นหน้าที่ของภิกษุผู้ต้องอาบัติ จะต้องทําคืนด้วยวิธีนั้นๆ แต่ถ้าปิดบังหรือทอดธุระเสีย ก็เป็นหน้าที่ของภิกษุอื่นผู้รู้เห็นจะพึง ตักเตือนภิกษุนั้นด้วยเมตตาในเธอ หรือถ้าดื้อดึง ก็ควรโจทก์ท้วงห้ามเธอฟังพระปาฏิโมกข์ ในท่ามกลางสงฆ์ ด้วยเห็นแก่พระศาสนา และเป็นหน้าที่ของสงฆ์จะพึงทําตามสมควรแก่ พระธรรมวินัย ดังนั้นภิกษุควรประพฤติตนเป็นคนซื่อตรง ให้สมกับเป็นที่วางพระหฤทัยของ พระศาสดา เพราะกิริยาที่ประพฤติให้เกิดความเสียหาย ย่อมเลวทรามไม่สมควรแก่ภิกษุเลย

อานิสงส์แห่งพระวินัย

       พระวินัยนั้น ถ้าภิกษุรักษาดีโดยถูกทางแล้ว ย่อมได้อานิสงส์ คือความไม่ต้องวิปฏิสาร (เดือดร้อนใจ) แต่ภิกษุผู้ประพฤติย่อหย่อนทางพระวินัยย่อมได้วิปฏิสาร เพราะทําอนาจารผิด พระบัญญัติ อาจถูกจับกุมและถูกลงโทษบ้าง ถูกดูหมินบ้าง ไม่มีคนนับถือบ้าง และถ้าจะเข้าหมู่ ในภิกษุผู้มีศีล ก็หวั่นหวาดกลัวจะถูกโจทก์ท้วง แม้ไม่มีใครว่าอะไรก็ตะขิดตะขวงใจไปเอง ที่สุด นึกขึ้นมาถึงตน ก็ติเตียนตนเองได้ ไม่ได้ปิติปราโมทย์

       ฝ่ายภิกษุผู้นิยมในพระวินัย พอใจจะถือให้ได้ตรงตามเหมือนครั้งพุทธกาล แต่ขาด ความเข้าใจเค้าเงื่อน และตนเกิดในกาลอื่นในประเทศอื่น ย่อมได้พบความขัดข้อง ประพฤติ ไม่สะดวกใจเป็นธรรมดา ซึ่งอาจจะได้รับความลําบาก ส่วนผู้ประพฤติเคร่งพระวินัยโดยไม่มีสติ มักมีมานะ ถือตัวว่าตนประพฤติเคร่งครัดดีกว่าผู้อื่น และดูหมิ่นภิกษุอื่นว่าเลวทรามนี้เป็นกิริยา ที่น่ารังเกียจน่าตําหนิ ครั้นจะต้องอยู่ร่วมและสมาคมกับภิกษุอื่นที่ตนเห็นว่า ประพฤติบกพร่อง ในพระวินัย ย่อมรังเกียจเช่นกันและจําทํา ก็กลับได้ความเดือดร้อนซ้ําอีก

       ภิกษุผู้ประพฤติถูกทาง ย่อมได้รับความแช่มชื่น เพราะรู้สึกว่าตนประพฤติดีงาม ไม่ต้องถูกจับกุมและถูกลงโทษ หรือถูกติเตียน มีแต่จะได้รับการสรรเสริญ จะเข้าหมู่ภิกษุ ผู้มีศีล ก็องอาจไม่ต้องสะทกสะท้าน ดังนั้นการจะปฏิบัติตามพระวินัยให้สําเร็จประโยชน์นั้น ควรพิจารณาให้เข้าใจผลที่มุ่งหมายแห่งพระวินัยนั้นให้จงดี

       ตัวอย่างอานิสงส์แห่งพระวินัยอันเกิดขึ้นจากการที่พระศาสดาทรงตั้งพระพุทธบัญญัติ และอภิสมาจารไว้ มีดังนี้

       ๑. ป้องกันไม่ให้เป็นคนเหี้ยมโหด เช่น ห้ามทําโจรกรรม ห้ามฆ่ามนุษย์ เป็นต้น
       ๒. ป้องกันความลวงโลกเลี้ยงชีพ เช่น ห้ามไม่ให้อวดอุตตริมนุสสธรรม เป็นต้น
       ๓. ป้องกันความดุร้าย เช่น ห้ามไม่ให้ด่ากันตีกัน เป็นต้น
       ๔. ป้องกันความประพฤติเลวทราม เช่น ห้ามพูดปด ห้ามเสพสุรา เป็นต้น
       ๕. ป้องกันความประพฤติเสียหาย เช่น ห้ามแอบฟังความของเขา เป็นต้น
       ๖. ป้องกันความเล่นซุกซน เช่น ห้ามไม่ให้เล่นจี้กัน ไม่ให้เล่นน้ํา เป็นต้น

       อนึ่ง พึงใคร่ครวญถึงพระบัญญัติที่ทรงตั้งขึ้นแล้ว แต่ยังไม่เหมาะด้วยประการใด ประการหนึ่ง จึงได้ทรงเพิ่มอนุบัญญัติดัดแปลง ว่ายังให้สําเร็จผลมุ่งหมายเดิมหรือไม่ หรือ กลายเป็นอื่นไปแล้ว แต่ยังจะต้องถือไปตามธรรมเนียมของภิกษุต่อไป

       อนึ่ง พึงใส่ใจถึงพระบัญญัติปรารภเฉพาะกาลเฉพาะประเทศ อันเป็นไปในสมัยนั้น ครั้นกาลล่วงมานานหรือนํามาใช้ในประเทศอื่น เป็นไปไม่สะดวกไม่มีใครจะแก้ไขได้ ภิกษุ ทั้งหลายในกาลนั้นในประเทศนั้น จึงหลีกเลี่ยงในการประพฤติบ้าง เลิกเสียบ้าง

       เมื่อใคร่ครวญเห็นเช่นนี้แล้ว จึงควรประพฤติให้สําเร็จผลที่มุ่งหมายของพระวินัย และให้สําเร็จอานิสงส์ คือได้รับความชื่นบานว่า ได้ประพฤติดีงาม ไม่ต้องได้รับความเดือดร้อน เพราะเหตุจากการสะเพร่า หรือประพฤติไม่ถูกทาง เพื่อไม่ให้เกิดมานะความถือตัวและดูหมิน ผู้อื่น ควรมีเมตตาอารีแนะนําเพื่อนสหธรรมิก ที่ยังประพฤติบกพร่องให้ประพฤติบริบูรณ์

ปาฏิโมกข์

       พระบัญญัติมาตราหนึ่งๆ จัดว่าเป็นสิกขาบทหนึ่งๆ ที่พระศาสดาทรงตั้งขึ้นด้วยเป็น พุทธอาณา ได้แก่ อาทิพรหมจริยาสิกขา ซึ่งกําหนดไว้ในพระปาฏิโมกข์ อันมีพระพุทธานุญาตให้ สวดในที่ประชุมสงฆ์ทุกกึ่งเดือน และที่ทรงตั้งขึ้นด้วยเป็นอภิสมาจาร คือขนบธรรมเนียม ได้แก่ อภิสมาจาริกาสิกขา โดยไม่ได้กําหนดไว้ในพระปาฏิโมกข์ เว้นไว้แต่ส่วนเสขิยวัตรซึ่งกําหนดไว้ ในพระปาฏิโมกข์

       จํานวนสิกขาบทในพระปาฏิโมกข์มีเพียง ๒๒๗ สิกขาบท แต่จํานวนสิกขาบท นอกพระปาฏิโมกข์มีมากกว่ามาก จนพ้นความใส่ใจของผู้ศึกษาอาจเรียกว่าพ้นคณนาก็ได้ นอกจากนี้ ยังมีข้อปรับอาบัติเพิ่มเติมเข้าไว้อีก เรียกว่า บาลีมตตกทุกกฏ ซึ่งมีปรากฏให้เห็นเป็น จํานวนมาก ภิกษุทั้งหลายจึงหาทางหลีกเลี่ยงบ้าง เลิกเสียบ้าง กล่าวคือทนเป็นอาบัติเอาบ้าง เมื่อเลิกอย่างหนึ่งแล้ว ก็ชวนให้เลิกอย่างอื่นต่อไปอีก พระศาสดาทรงคํานึงถึงเหตุนี้แล้ว เมื่อจะ นิพพานจึงได้ประทานพระพุทธานุญาตไว้ว่า ถ้าสงฆ์ปรารถนา ก็จงถอนสิกขาบทเล็กน้อยได้ แต่พิจารณาดูเถิดว่าเมื่อครั้งทําปฐมสังคายนา พระอรหันตสาวกทั้งหลายอันมีพระมหากัสสปะ เป็นประธานสงฆ์ก็มิได้เปลี่ยนแปลงหรือถอนสิกขาบทใดเลย เราผู้มาภายหลังจะควรถอนสิกขาบทใดหรือ แม้กระนั้น ภิกษุทั้งหลายในภายหลังก็ได้ถอนข้อที่ตนเห็นว่าเล็กน้อยเสีย แต่เป็นการถอนโดยทางอ้อม คือไม่ตั้งใจรักษาบ้าง หรือทนต้องอาบัติเอาบ้าง

       “ภิกษุทั้งหลาย สิกขาบท ๑๕๐ ถ้วนนี้ ย่อมมาสู่อุเทศ [คือการสวดในท่ามกลางสงฆ์] ทุกกึ่งเดือน ที่กุลบุตรทั้งหลายผู้ปรารถนาประโยชน์ศึกษากันอยู่ ภิกษุทั้งหลาย สิกขานี้มี ๓ ที่สิกขาบททั้งปวงนั้นย่อมรวมกันอยู่ สิกขา นั้น คืออะไรบ้าง สิกขา ๓ นั้น คือ อธิศีลสิกขา อธิจิตสิกขา อธิปัญญาสิกขา ภิกษุทั้งหลาย นี้แล สิกขา ๓ ที่สิกขาบททั้งปวงนั้นรวม กันอยู่

       ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ทําให้บริบูรณ์ในศีล เป็นผู้ทําพอประมาณ ในสมาธิ เป็นผู้ทําพอประมาณในปัญญา [คือเป็นพระโสดาบัน เป็นพระสกทาคามี] บ้างก็มี เป็นผู้ทําให้บริบูรณ์ ทั้งในศีล ทั้งในสมาธิ แต่เป็นผู้ทําพอประมาณในปัญญา [คือเป็น พระอนาคามี] บ้างก็มี เป็นผู้ทําให้บริบูรณ์ ทั้งในศีล ทั้งในสมาธิ ทั้งในปัญญา [คือเป็น พระอรหันต์] บ้างก็มี เธอย่อมล่วงสิกขาบทเล็กน้อยบ้าง ย่อมออกจากอาบัติบ้าง เหตุไฉน จึงเป็นอย่างนั้น ภิกษุทั้งหลาย เหตุว่าไม่มีใครกล่าวความเป็นคนอาภัพ [คือไม่อาจ บรรลุโลกุตตรธรรม] เพราะเหตุล่วงสิกขาบทนี้ ก็แต่ว่าสิกขาบทเหล่าใด เป็นเบื้อง ต้นแห่งพรหมจรรย์ สมควรแก่พรหมจรรย์ เธอเป็นผู้มีศีลยั่งยืน เป็นผู้มีศีลมั่นคง ในสิกขาบทเหล่านั้น สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ทํา ได้ดีเพียงเอกเทศ ย่อมทําได้ดีเพียงเอกเทศ ผู้ทําให้บริบูรณ์ได้ ย่อมทําให้บริบูรณ์ อย่างนี้แล ภิกษุทั้งหลาย เราจึงกล่าวว่าสิกขาบททั้งหลายหาเป็นหมันไม่”

       พระสูตรนี้มาในวรรคที่ ๔ แห่งทุติยปัณณาสก์ ติกนิบาต อังคุตตรนิกาย ที่หน้า ๓๐๑ ฉบับพิมพ์ของหลวง ตามพระสูตรนี้ยังจัดสิกขาบทที่มีในพระปาฏิโมกข์เป็นสําคัญ เป็นเบื้องต้น แห่งพรหมจรรย์บ้างก็มี เป็นสิกขาบทเล็กน้อยบ้างก็มี จากบาลีพระสูตรซึ่งแปลมาไว้ในที่นี้พอ สรุปได้ว่า สิกขาบทในพระปาฏิโมกข์มี ๑๕๐ สิกขาบท จําแนกได้ดังนี้

        ปาราชิก                       ๔  สิกขาบท
        สังฆาทิเสส               ๑๓  สิกขาบท
        นิสสัคคิยปาจิตตีย์    ๓๐  สิกขาบท
        สุทธิกปาจิตตีย์         ๙๒  สิกขาบท
        ปาฏิเทสนีย์                 ๔  สิกขาบท
        อธิกรณสมถะ             ๗  สิกขาบท
        รวมเป็น                 ๑๕๐  สิกขาบทถ้วน

       แต่ในพระปาฏิโมกข์ที่สวดกันอยู่ และในพระไตรปิฏก แสดงว่ามี ๒๒๗ สิกขาบท คือเติมอนิยต ๒ สิกขาบท และเสขิยวัตร ๗๕ สิกขาบท ตามนัยนี้สันนิษฐานว่า ชะรอยเดิม จะมีเพียง ๑๕๐ สิกขาบทถ้วน ตามที่กล่าวไว้ในพระสูตร ก่อนทําสังคายนาครั้งใดครั้งหนึ่ง

       สิกขาบทในพระปาฏิโมกข์นั้น ปรับอาบัติแก่ภิกษุผู้ละเมิดไว้ครบทุกชื่อ คือปาราชิก สังฆาทิเสส ถุลลัจจัย ปาจิตตีย์ (นิสสัคคิยปาจิตตีย์และสุทธิกปาจิตตีย์) ปาฏิเทสนีย์ ทุกกฏ และ ทุพภาสิต

       สิกขาบทที่ทรงบัญญัติ โดยปรับอาบัติที่สูงกว่าทุกกฏขึ้นไป เช่นว่ามีภิกษุพยายามจะ ละเมิด แต่ไม่ได้ทําความผิดตามที่กล่าวไว้ในสิกขาบท เช่นพยายามจะฆ่ามนุษย์ และให้ประหาร แล้ว แต่เขาไม่ตาย เช่นนี้จะปรับปาราชิกไม่ได้ แต่จะว่าไม่มีโทษก็ไม่ได้เหมือนกัน เพราะเหตุนั้น จึงมีปรับอาบัติหย่อนลงมา เหมือนกฎหมายบ้านเมือง ที่วางโทษแก่ผู้ทําผิดไว้อย่างแรง เพื่อให้ เห็นถึงโทษในการฆ่ามนุษย์ ถ้าทําผิดไม่ถึงที่กําหนด ก็ลงโทษหย่อนลงมา

       อาบัติที่รองจากปาราชิกและสังฆาทิเสส เพราะทําผิดไม่ถึงที่นั้น เป็นถุลลัจจัย บ้าง เป็นทุกกฏบ้าง อาบัติที่รองจากปาจิตตีย์เว้นโอมสวาทสิกขาบท และอาบัติที่รองจาก ปาฏิเทสนีย์ มีแต่ทุกกฏอย่างเดียว ส่วนอาบัติที่รองจากโอมสวาทสิกขาบท เป็นอาบัติทุพภาสิต ในเสขิยวัตรข้อหนึ่งๆ มีคําว่า พึงทําความศึกษาอย่างนั้นๆ อธิบายว่า ถ้าไม่เอื้อเฟื้อต้องทุกกฏ